Bangkok’s Changing Skyline

ตึกระฟ้าในเมืองไทยที่จะเป็นที่จดจำของสายตาคนทั่วโลก

L’Optimum Thailand

Bangkok’s ever shifting skyline welcomes a new glass giant with the long awaited Mahanakhon Tower. This controversial building has received much praise and criticism through the years for its unconventional design. For this, we have to credit the developer, Sorapoj Techakraisri who once admitted “…if it’s not extreme, it’s not us.”

The project was not without risk. The odds were stacked up against the developers, from costs to special designs that had to be suited to the location and the overall readiness of Bangkok to accept a building of these proportions. These aspects factored into the construction being postponed on many occasions. The final product however, proves that perseverance can indeed produce icons.

เอกลักษณ์หนึ่งของเมโทรโปลิสใหญ่ๆ ทั่วโลกก็คือตึกระฟ้าต่างๆ ที่ทำหน้าที่กำหนดหน้าตาของเส้นขอบฟ้า และทำให้เกิดภาพจำของเมืองนั้นๆ ในสายตาของชาวโลก และผมก็ดีใจที่วันนี้เมืองไทยมีตึกระฟ้าที่พอจะแข่งกับตึกระฟ้าอื่นๆ ทั่วโลกได้เสียที

แต่ด้วยบริบทต่างๆ ของสังคมกรุงเทพฯ (หรือสังคมไทย) ทำให้ตึกนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์หลากหลายด้าน จากหลากหลายภาคส่วน ซึ่งข้อนี้ผมเองก็อยากจะยกเครดิตให้กับความกล้าของเดเวลลอปเปอร์อย่างคุณยิ่ง – สรพจน์ เตชะไกรศรี (เจ้าของคำพูดติดปากว่า “ถ้าไม่สุดไม่ใช่เรา” นั่นล่ะครับ) เพราะโปรเจ็กต์นี้ถือเป็นโปรเจ็กต์ที่เสี่ยงมากในแง่ของการลงทุน ด้วยข้อจำกัดและอะไรหลายๆ ประการทั้งทำเลที่ตั้ง การดีไซน์ และเรื่องความพร้อมของเมือง ทำให้โปรเจ็กต์นี้ถูกเลื่อนมาเรื่อยๆ ผมจำได้ว่าผมเคยได้รับบุ๊คเลตของโครงการเมื่อประมาณหลายปี ที่แล้ว ตอนนั้นผมจำได้ว่าผมรู้สึกชอบและทึ่ง กับโปรเจ็กต์นี้มาก พอเห็นตึกนี้เป็นรูปเป็นร่างจริงๆ ผมรู้สึกดีใจไปด้วยเลยครับ

ถ้าจะถามว่าผมชอบอะไรในตึกหลังนี้  บอกได้เลยว่าผมชอบตั้งแต่ได้ยินว่า OMA โดย Ole Scheeren (ซึ่งต่อมาเปิดบริษัทของตัวเองชื่อ Buro Ole Scheeren) รับออกแบบพร้อมคอนเซ็ปต์ที่จะทำให้ตึกนี้เสมือนถูกแกะสลักเหมือนริบบ้อนพันรอบตัวตึกในลักษณะของพิกเซล 3 มิติ (Pixelated Ribbon) ซึ่งหากมองในแง่ของการดีไซน์นั้น ลักษณะตึกที่ใช้ผนังกระจกโดยรอบแบบนี้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างข้างนอกและข้างในได้อย่างลงตัว พื้นที่ด้านในเปิดโปร่งโล่งสามารถชมวิวและรับแสงแดดธรรมชาติ ในขณะที่ตัวอาคารก็เปิดเผยความมีชีวิตสู่ภายนอก เหมาะสมกับภูมิอากาศในประเทศไทย มีส่วนของยูนิตที่เหมือนลอยอยู่บนฟ้า (Glass Skybox) ที่สร้างพื้นที่พักผ่อนได้ทั้งอินดอร์และเอาท์ดอร์ และมีส่วน Double-Height Space ที่มองเห็นวิวของเมืองและแม่น้ำเจ้าพระยา โดย “ริบบ้อน” ที่พันรอบตึกนั้น พันมาถึงด้านล่างและค่อยๆ หายไปเป็นพื้นที่
พลาซ่าส่วนกลาง (Landscaped Public Plaza) ได้อย่างแยบยล ดังนั้นผมว่ามันเป็นการออกแบบ ที่ทั้งกล้าหาญ ฉลาด และเข้าใจถึงบริบทของเมืองที่เต็มไปด้วยตึกอยู่มากมายเลยครับ

Read More at: L’Optimum Thailand