บางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา หากที่ Tyrol ไม่มีวันลืม…

เมื่อพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่ชอบไปและไม่เคยเบื่อเลยที่จะไปและเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้ต้องกลับไปอีกในหลายๆโอกาส แม้นจะเป็นวิวเดิมๆ อันแสนงดงามคือดินแดนในรัฐทิโรล (Tyrol) ซึ่งเป็นรัฐที่อยู่ทางตะวันตกของประเทศออสเตรีย ติดกับประเทศเยอรมัน,  อิตาลี ,สวิสเซอร์แลนด์, ลิกเตนสไตน์ และฝรั่งเศสทางด้านตะวันตก

เมืองอินส์บรุค (Innsbruck) เป็นเมืองหลวงของรัฐ Tyrol เป็นเมืองที่เดินทางเข้าออกสะดวกมาก สามารถมาได้จากมิลาน ประเทศอิตาลีโดยขับรถเพียง 4 ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึง นอกจากนี้ยังใกล้กับเมืองมิวนิค ประเทศเยอรมัน ขับรถประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งสามารถเดินทางโดยการบินไทยไปลงที่เมืองมิวนิคและขับรถต่อมาได้ ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่น่าเที่ยวและเดินทางได้สะดวกมาก

เมืองนี้ตั้งอยู่ใจกลางเทือกเขาแอลป์  เป็นเมืองเล็กๆ ที่สามารถเดินเที่ยวได้หมดภายในครึ่งวัน ด้วยลักษณะภูมิประเทศของเมืองอินส์บรุคนี้เองทำให้มีชื่อเสียงทางด้านกีฬาประเภทสกีเป็นอย่างมาก เคยเป็นสถานที่จัดของโอลิมปิกฤดูหนาวในปี 1964 และ 1976 นอกจากนี้ยังมีใจกลางเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยมรดกทางประวัติศาสตร์ที่หลากหลายและมีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจมากมาย ถนนคนเดินที่เมืองนี้จะเล็กๆ แต่มีสัญญาลักษณ์ของตนเองคือป้ายร้านที่ทำด้วยเหล็กดัด แตกต่างกันไป ดูแล้วได้บรรยากาศที่ดูมีสไตล์และคลาสิคดี

หากใครมีแผนจะเดินทางมาปลายทางแห่งนี้ สามารถตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางได้ดังนี้ค่ะ

MUNICH
19°
26°
Sat
24°
Sun
Weather from OpenWeatherMap
INNSBRUCK
22°
22°
Sat
22°
Sun
Weather from OpenWeatherMap
FUSSEN
18°
21°
Sat
21°
Sun
Weather from OpenWeatherMap

Neuschwanstien  Castle (ปราสาทนอยชวานชไตน์ )

เราเริ่มต้นเดินทางกับด้วยเที่ยวบินของการบินไทย บินตรงสู่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมัน ออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิตอนกลางคืนประมาณ 23.40 น. และถึงมิวนิคประมาณ 0705 น. เรียกได้ว่าหลับสบายตลอดคืนพร้อมเที่ยวทันทีเมื่อถึงที่หมาย เมื่อมาถึงสนามบินผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ให้เดินไปที่ Terminal 1 ไปเช่ารถ ซึ่งง่ายมากๆ จะมีบริษัทรถเช่าทุกชนิดอยู่ที่นี้ เช่น SIXT, AVIS, HERT และ Euro Car  โดยจะต้องขอ GPS ที่เป็นภาษาอังกฤษ  จากนั้นก็ตั้ง GPS ขับมุ่งหน้าออกไปที่ Fussen – Hohenschwangau  เป็นที่ตั้งของปราสาท Neuschwanstien  Castle (ปราสาทนอยชวานชไตน์ ) ตั้งอยู่ในเทือกเขาแอลป์ แคว้นบาวาเรีย ทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนี ปราสาทที่เป็นต้นแบบของการสร้างปราสาทเทพนิยายเจ้าหญิงนิทราที่สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ และโตเกียวดิสนีย์แลนด์

ปราสาท Neuschwanstien นี้จะอยู่ห่างจากเมือง Fussen ประมาณ 5 กิโลเมตร ซึ่งเมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ น่ารักมาก หากมีเวลาจะต้องแวะเดินเล่น มีของน่ารักๆ ให้ซื้อติดมือกลับบ้านเป็นของแจกที่แปลกดีและมีราคาไม่แพงหากอยากถ่ายรูปปราสาท Neuschwanstien ขณะที่ขับรถทางไปปราสาท ให้มองทางขวามือจะเห็นโบสถ์เล็กๆ และมองสูงขึ้นไปจะเห็นปราสาท ให้เลี้ยวรถจอดตรงปราสาท แล้วลงมาถ่ายรูป จะได้วิวข้างหลังเป็นปราสาทพอดี หรือถ่ายรูปปราสาทจากสะพานแมรี Marienbrücke (Mary’s Bridge) ก็จะได้เห็นมุมกว้างของปราสาทชัดเจนและสวยงามยิ่งนัก

ฤดูกาลในการมาเที่ยวไม่มีความสำคัญเลยเพราะคุณสามารถมาเที่ยวได้ทุกฤดูกาลไปกับกิจกรรมในรัฐทิโรลได้ตลอดทั้งปี ทุกภูมิภาคของรัฐทิโรลจะโดนปกคลุมไปด้วยหิมะในช่วงฤดูหนาว ส่วนของฤดูใบไม้ร่วงก็จะเหลืองหล่ามไปทั้งภูเขา ส่วนในช่วงฤดูร้อนภูมิทัศน์ที่งดงามด้วยทุ่งหญ้าที่เขียวขจีแบบปูพรม ต้นหญ้าถูกตัดได้ตลอดเส้นทางและเสน่ห์ของภูเขาในแถบนี้ที่มีความหลากหลาย โดยจะมีหิมะปะปายปกคลุมให้ได้มองเห็น และจุดประกายด้วยลำธารที่ไหลจากเขาเป็นสายให้ได้เห็น ไม่ว่าจะอยู่ในหุบเขาหรือบนยอดรัฐทิโรลเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ช่างโรมันติกและประทับใจเสมอมา เราสามารถเดินทางจากมิวนิคมาเยี่ยมชมปราสาทนี้ได้ โดยวางแผนเป็น 1 day trip หรือหากจะสูดบรรยากาศของเมือง Fussen ก่อนก็ได้ ที่เมืองนี้มีโรงแรมและที่พักมากมายรอต้อนรับผู้มาเยือนอยู่เสมอ

เมือง Hallstatt  (ฮัลล์สตัทท์ )

เป็นเมืองชนบทเล็กๆตั้งอยู่ ริมทะเลสาบ ที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในโลก อยู่ในรัฐอัปเปอร์ออสเตรีย (Upper Austria) ประเทศออสเตรีย เป็นเมืองนี้ถูกโอบล้อมด้วยทะเลสาบและเทือกเขาที่สูงเด่น  ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลสาบฮัลล์สตัทท์ (Lake Hallstatt) หรือ Hallstattwe See ในเขตภูมิภาค Salzkammergut  อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ออสเตรีย (Austria) และมีชื่อเสียงในเรื่องของ “เหมืองเกลือโบราณ” ที่อยู่บนภูเขาตามเขตภูมิภาคนี้มากว่า 7,000 ปี ก่อนที่จะได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นเมืองมรดกโลกจากยูเนสโกในปี 1997 อากาศที่นี้แสนบริสุทธิ์ เหมาะอย่างยิ่งที่จะเดินทางมาพักผ่อน อยู่เงียบๆจากงานประจำสักพักหนึ่ง และชื่นชมไปกับทัศนียภาพสวยๆ ของตัวเมืองที่ถูกโอบล้อมไปด้วยทะเลสาบที่มีสีสวยมาก มองไปก็ไม่เคยเบื่อและมองไปก็จะเห็นแต่เทือกเขาสูงตระหง่านสุดลูกหูลูกตา เหมือนออกมาจากรูปภาพ แม้ว่าการปลูกบ้านเรือนจะมีพื้นที่น้อยมาก แต่ชาวเมืองก็อนุรักษ์บ้านเก่าไว้ โดยหาวิธีสร้างบ้านเรือนลดหลั่นเป็นชั้นๆตามแนวเขาริมทะเลสาบ จึงมีประชากรอาศัยอยู่ไม่ถึง 1,000 คนเท่านั้น

ในเมืองฮัลล์สตัทท์จะมีถนนเลียบริมทะเลสาบสายเดียว มีระยะทางประมาณ 300 เมตร เรียกว่า See Strasee ใครที่ขับรถไปที่เมืองนี้จะต้องไปจอดรถที่ทางเมืองจัดเตรียมไว้ให้และจะมีรถรับส่งมาที่ในตัวเมือง ซึ่งจะเหมือนถนนคนเดิน รถที่เข้ามาในถนนเส้นนี้จะคือรถส่งของ รถโรงแรม เป็นต้น ที่นี้มีร้านขายของฝาก ของที่ระลึกที่ศิลปินพื้นบ้านออกแบบเอง งานประดิษฐ์ด้วยไม้ เกลือแบบต่างๆ รวมทั้งผลึกก้อนเกลือ ที่ทาง เป็นระยะสลับกับบ้านเรือสไตล์อัลไพน์ตลอดสาย บ้านจะอยู่ระดับพื้นดิน บ้างอยู่บนหน้าผาลดหลั่นกันเป็นชั้น ๆ และบ้านแต่ละหลังก็จะประดับประดาด้วยของเก่า ดอกไม้หลากสีสันสวยงาม ตลอดทางที่เดินชมหมู่บ้าน จะตื่นตาตื่นใจกับบ้านหลังโน้นหลังนี้ที่เรียงราย ลดหลั่น แต่เก็บรักษาความคลาสสิกไว้ครบถ้วน หลายบ้านนำเครื่องมือ เครื่องใช้ตั้งแต่ครั้งโบราณ เช่น อุปกรณ์ทำงานในเหมืองเกลือ สื่งของในการหุงหาประกอบอาหาร เครื่องดนตรีรูปร่างแปลกตา มาประดับประดาด้านนอกของบ้านเรือน สะท้อนวัฒนธรรม วิถีการดำรงชีวิตของบรรพบรุษในอดีต ดูราวกับกำลังเล่าเรื่องราวในอดีตว่ามีความเป็นไปอย่างไรให้ฟัง ซึ่งสามารถมาเที่ยวที่นี้ได้ทุกฤดูกาลและแต่ละฤดูก็จะสวยแตกต่างกันไป

นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวบริเวณใกล้เคียงที่สามารถเดินไปได้ อยู่ข้างหลังหมู่บ้านได้อีก 2 แห่ง คือ เหมืองเกลือโบราณ  Salzwelten ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก คนโบราณเปิดเหมืองแห่งนี้มากว่า 3,000 ปีก่อนคริสตกาล อยู่บนภูเขาสูงกว่าระดับน้ำทะเลราว 838 เมตร โดยสามารถนั่งกระเช้า Furnicular ขึ้นไปได้ในเวลาแค่ 3  นาที จากนั้นต้องเดินต่อไปตามทาง จะมีป้ายบอกตลอดทางและยังสามารถถ่ายรูปวิวแบบ panoramaได้อีกด้วย ข้างบนจะมีร้านอาหาร สามารถนั่งจิบกาแฟ ดื่มไวน์หรือเบียร์ท้องถิ่น แสนสบาย ปลอดโปร่งดีแท้ แล้วอย่าลืมสูดอากาศบริสุทธ์ให้เต็มปอด  เหมืองเกลือโบราณ จะเปิดให้เที่ยวชมเฉพาะในช่วงเดือนเมายน-ตุลาคม  โดยเกลือจากเหมืองนี้จะถูกส่งไปขายทั่วยุโรป สร้างงานและรายได้ให้กับคนที่เมืองมหาศาล จนเกลือจากที่นี่ได้สมญาว่าเป็น White Gold!  เมือง Hallstatt  นับเป็นหมู่บ้านที่เงียบ สงบและสวยอันดับหนึ่งของโลกก็ว่าได้ เหนือคำบรรยาย

เมือง Salzburg

ช่วงสุดท้ายของการเดินทาง เราไปกันที่เมือง Salzburg (ซาลซ์บวร์ก) ซึ่งเป็นเมืองมรดกโลก (UNESCO) และเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสี่ของประเทศออสเตรียอีกเมืองหนึ่ง ได้ขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลก เมื่อวันที่ 1 มกราคม 1997 (ปี พ.ศ. 2540) เมือง Salzburg นี้เป็นจุดเริ่มต้นของเทือกเขาแอลป์ ซึ่งเป็นเทือกเขาใหญ่ของยุโรปโดยครอบคลุมตั้งแต่ออสเตรีย อิตาลี ไปจนถึงสวิตเซอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ เยอรมนี และฝรั่งเศสทางด้านตะวันตก Salzburg (ซาลซ์บวร์ก)  เป็นเมืองชายแดนก่อนจะข้ามไปสู่แคว้นบาวาเรียของประเทศเยอรมนี ขับรถจาก Salzburg ไป Munich ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้นเอง

Salzburg ในภาษาอังกฤษคือ Salt Castle มีความหมายว่า “ปราสาทเกลือ” คำว่าซาลส์ (Salz) ในภาษาเยอรมันแปลว่าเกลือ   แปลตามตัวได้ว่าปราสาทเกลือ ซึ่งเป็นคำเปรียบเทียบเรือขนเกลือว่าเหมือนเป็นปราสาทเกลือ  ดินแดนแถบนี้เป็นแหล่งค้าเกลือเก่าแก่มาแต่โบราณ เกลือทำหน้าที่ถนอมอาหาร ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในแถบเมืองหนาว  ฉะนั้นใครมีเกลือจึงเปรียบเสมือนมีทองคำเลยทีเดียว  แถวนี้จึงร่ำรวยมาตั้งแต่อดีตยุคโรมัน เมืองนี้ตั้งอยู่บนริมแม่น้ำซาลส์ซักค์ (Salzach) มีฉากหลังเป็นเทือกเขาแอลป์  และเป็นเมืองแห่งศิลปินเพลงและเต็มไปด้วยศิลปะแบบบาลอกและเป็นบ้านเกิดของคีตกวีเอกของโลก โวล์ฟกังก์ อมาเดอุส โมสาร์ท (Wolfgang Amadeus Mozart)  และเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง The Sound of Music

เมืองซาลส์เบิร์ก มีธรรมชาติและทิวทัศน์ที่สวยงามไม่แพ้ Innsbruke เนื่องจากอยู่แทบเทือกเขาแอลป์เช่นกัน   อีกทั้งเมืองนี้เป็นเมืองดนตรี ผู้ที่ชื่นชอบในเสียงดนตรี จะต้องมาที่นี้สักครั้งเพราะบรรยากาศจะนำพาไป เคลื่อนวิทยุเปิดเพลงบรรเลงของ walz เข้ากันได้อย่างลงตัว  เดินเล่นตามถนนคนเดินก็จะคล้ายๆกับถนนคนเดินที่ Innsbruke เพราะจะเห็นป้ายร้านค้าที่เป็นเหล็กดัดลวดลายสวยงามตลอดทาง มีร้านค้าน่ารักให้เลือกซื้อของได้ในแบบที่ไม่เหมือนใคร เดินตามทางมาเรื่อยๆ หา St. Peter ให้เจอ ตรงนั้นจะเป็นหลุมฝั่งศพที่สวยงามมากที่ใช้ถ่ายทำในหนังเรื่อง The Sound of Music ที่ครอบครัวมาหลบตำรวจและเดินกลับมานั่งเล่น ที่ Mozart’s Plaz จะเป็นลานนั่งเล่น แหนงหน้าจะมองเห็นวิวปราสาท นั่งดื่ม Hot Chocolate ชาหรือเบียร์ อากาศเย็น ได้บรรยากาศดีจัง  แต่วิวที่สวยที่สุดของเมืองซาลส์เบิร์ก คงต้องเป็นวิวจากระเบียงพิพิธภัณฑ์  Museum der Moderne บนยอดเขา Monchsberg โดยจะต้องเดินขึ้นไปเพื่อให้เห็นภาพแบบ panorama รวมทั้งจะต้องเดินไปที่ตรงสะพานริมแม่น้ำ Salzach เพื่อเก็บภาพถ่ายได้ทั้งวิวแม่น้ำ Salzach และภูเขาแอลป์เป็นฉากหลัง

ร้านขายของที่ระลึกมีตลอดทางเดิน ส่วนใหญ่ก็จะขายของที่เกี่ยวกับโมสาร์ท สัญลักษณ์รูปโมสาร์ททั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งช็อคโกแลตโมสาร์ทที่ซึ่งมีขายทั่วเมือง รสชาติก็ไม่แพ้ช็อคโกแลตสวิส การมาเที่ยวที่นี้ หากจะให้ประทับใจและอยู่ในความทรงจำแบบมิรู้ลืม ขอแนะนำให้มาเที่ยวในช่วงหน้าหนาวและในช่วงหน้าร้อน เพราะจะได้บรรยากาศคนละแบบกันเลย เมืองนี้เป็นเมืองที่โรแมนติกมากๆ ความสวยงามจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อยากที่บรรยายออกมาเป็นคำพูด จะต้องมาสัมผัสด้วยตัวเอง