Detour

Fly Thai Airways to our hub in Frankfurt and then take a partner airline to Dubrovnik

Text by: อรัญญา เกียรติอมรวงศ์

Images by: Picture This

ความโดดเด่นในฐานะเมืองท่าสำคัญที่เรืองอำนาจมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ทำให้ดูบรอฟนิกเปี่ยมไปด้วยร่องรอยทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมหลายยุคสมัยทั้งโกธิก เรอเนสซองส์ บาโร้ก ต่างอวดความรำรวย หรูหรา และงดงามผ่านพระราชวังโบสถ์ บ้านเรือน ไปจนถึงผังเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่งดงามที่สุดในยุโรปและได้รับการยกย่องจากองค์กรยูเนสโกให้เป็นเมืองมรดกโลกตั้งแต่ปีค.ศ. 1979 ที่นี่จึงเป็นดินแดนในฝันของเหล่านักท่องโลกจากรุ่นสู่รุ่นบรรดาเรือสำราญต่างมุ่งหน้ามาที่นี่ จอดเทียบที่ท่าเรือใหม่ เราโบกแท็กซี่สู่ยอดเขาที่กั้นพรมแดนระหว่างโครเอเชียกับบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา (Bosnia and Herzegovina) เพื่อชมวิวจากมุมสูงที่สวยบาดใจ หลังคาสีแดงเบียดเสียดกันแน่นในเขตเมืองเก่า ตัดกับทะเลสีน้ำเงิน ท่ามกลางท้องฟ้าใสที่กลมกลืนแทบจะหลอมรวมเป็นแผ่นเดียวกับผืนน้ำ จะมีก็เพียงเมฆขาวประปรายที่แยกฟ้าออกจากทะเล สูดหายใจลึกเข้าเต็มปอด พร้อมแล้วสำหรับการเดินลุยเมืองเก่า

อาณาเขตเมืองเก่าถูกโอบล้อมไว้ด้วยกำแพงเมืองใหญ่โต จุดที่สูงที่สุดสูงถึง 25 เมตรเลยทีเดียวเรียกว่า The Great Wall of China ที่สูงเพียง5-9 เมตรยังต้องชิดซ้าย แต่ด้วยความยาวเพียง 2 กิโลเมตร คงไม่อาจทำลายสถิติ 6,700 กิโลเมตรของจีนได้ ตนานกำแพงของที่นี่จึงไม่ถูกเล่าขาน เรามาถึงเมืองเก่าในตอนสาย อากาศกำลังสบาย เหมาะแก่การเดินชมเมืองจากรอบกำแพง แถมทางขึ้นก็จ่อรออยู่ด้านซ้ายของประตูทางเข้าปิเลเกต (Pile Gate) กำแพงถูกบูรณะมาอย่างดี สามารถเดินต่อเนื่องได้ตลอดแนว ทางเดินกว้างบ้างแคบบ้าง บางช่วงลาดชันเล็กน้อยตามลักษณะภูมิประเทศ ด้านที่ติดทะเลมีป้อมปืนใหญ่เป็นระยะๆ อาคารบ้านเรือนด้านในยังคงปรากฏร่องรอยความเสียหายจากสงครามแบ่งแยกดินแดนยูโกสลาเวีย เมื่อปีค.ศ. 1991 หลังคาสีแดงหม่นแบบคลาสสิกของยุคกลางที่เหลือรอดมาก็เริ่มจะผุกร่อนหลายส่วนถูกทดแทนด้วยของใหม่ที่สีแจ่มกว่าเดิม สดใสแต่ไร้ซึ่งเรื่องราว ผนังหลายแห่งยังมีรอยกระสุนปืนให้เห็น ขณะที่ดอกไม้ริมทางสีจัดก็แอบแทรกตัวอยู่ตรงรอยแยกของผนังใกล้ๆ กัน ภายในกำแพงเมือง มองเห็นชาวบ้านใช้ชีวิตตามปกติ หุงหาอาหาร ซักผ้า ตากผ้า ในขณะที่นักท่องเที่ยวก็เดินกันพลุกพล่านบนกำแพงที่ไม่มีหลังคามาบดบังวิวอันงดงาม เส้นทางที่เคยแอบดูแคลนว่าแค่สองกิโลเมตรเองก็เริ่มหนักเอาการ แดดค่อยๆทวีความร้อนแรงขึ้น แผดเผาผิวจนเกรียม ทั้งหมวกปีกกว้างพิเศษและครีมกันแดดสูตรปกป้องเต็มพิกัดก็เห็นจะเอาไม่อยู่ ถนนสายหลักของเมืองคือ ปลากา-สตราดุน (Placa-Stradun) ที่ถูกกล่าวขวัญว่าเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง มีระยะห่างเพียง 292 เมตรจากปิเลเกตสู่ท่าเรือ ผ่านน้ำพุทรงกลมขนาดใหญ่ชื่อโอโนฟริโอเพื่อเป็นเกียรติแก่โอโนฟริโอ เดอ ลา กาเวียผู้ออกแบบชาวเนเปิล

ถือเป็นระบบประปารุ่นแรกๆ โดยนน้ำจากภูเขามาเก็บสำรองไว้เพื่อการอุปโภคบริโภค ด้านซ้ายคือโบสถ์สวย Franciscan Church and Monastery เส้นทางมุ่งสู่จตุรัสลูซ่า (Luza Square) ที่ตั้งอนุสาวรีย์วีรบุรุษของเมือง Orlando Statue หอระฆัง (Bell Tower and Loggia)และพระราชวังสปอนซา (Sponza Palace) ที่งดงามในสไตล์โกธิกผสมสไตล์เรอเนสซองส์ ในอดีตเป็นที่ตั้งของศุลกากร หน่วยงานสำคัญของเมืองที่คอยเรียกเก็บภาษีอากร ถัดมาทางด้านขวาคือศาลาว่าการเมือง (City Hall)และพระราชวัง Rector’s Palace ที่พำนักของผู้ปกครองเมือง ตลอดสองข้างทางเรียงรายด้วยร้านอาหารและคาเฟ่ที่ออกมายืนเรียกลูกค้าพร้อมกับข้อเสนอลดแลกแจกแถมแบบไม่อั้น ตามตรอกซอยเล็กๆมีทั้งร้านค้า ร้านขายของที่ระลึกและแกลเลอรี่ โดยทั่วไปราคาจะถูกกว่ากลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร สินค้าขึ้นชื่อของเมืองก็มีตั้งแต่น้ำมันมะกอกชั้นดี ไวน์พื้นเมือง ผลมะเดื่ออบแห้ง (Dry Fig)ที่เขาว่าเป็นสุดยอดตำนานแห่งไวอากร้า และที่จะขาดไม่ได้ก็คือเนคไท ซึ่งมีต้นกำเนิดอยู่ที่โครเอเทียนี่เอง และเริ่มแพร่หลายเข้าไปในฝรั่งเศสในช่วงศตวรรษที่ 17 ด้วยพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ทรงโปรดการทรงผ้าผูกคออย่างทหารโครแอต นับแต่นั้นมาผ้าผูกคอจึงกลายเป็นเครื่องแต่งกายของชนชั้นสูง และพัฒนาเรื่อยมาจนเป็นเนคไทเส้นยาวในแบบปัจจุบันที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก

บริเวณท่าเรือค่อนข้างจะพลุกพล่าน ร้านอาหารริมน้ำดูจะขายดิบขายดีเป็นพิเศษ มื้อกลางวันที่แน่นอนว่าต้องเป็นสารพัดซีฟู้ด หอยนางรมสดๆราวกับเพิ่งขึ้นมาจากทะเล หอยแมงภู่เล็ก (Moules) อบไวน์ขาว กุ้งและปลาหมึกตัวโตผัดน้ำมันมะกอก อร่อยแบบง่ายๆในบรรยากาศหรูหรา ท่ามกลางเรือยอชต์หลายสัญชาติที่ทอดสมอเรียงต่อกันยาวเป็นร้อยลำ อีกด้านเป็นพื้นที่สำหรับเรือนำเที่ยวกับป้ายเชิญชวนตัวโต ค่าโดยสารคนละ 75 คูน่า (ประมาณ 500 บาท) คนชอบเดินก็เดินกันต่อไป แต่หากอยากจะพักขาก็ลองใช้เวลาเพลินๆสักชั่วโมงล่องทะเลอะเดรียติกเรือพาวนไปรอบๆเน้นชมความงดงามของกำแพงเมืองเก่าจากอีกด้าน ผ่านชม Nude Beach เน้นเอาใจพวกหนุ่มๆ และเกาะโลครุม (Lokrum) อันเขียวชอุ่มที่อยู่ห่างออกไป พระอาทิตย์ที่แผดแสงมาตลอดวันดูจะเริ่มอ่อนล้า ขณะที่เรือลำน้อยค่อยๆแล่นฝ่าเกลียวคลื่นไปข้างหน้า ทอดเวลาให้เราได้รื่นรมย์ไปกับธรรมชาติท่ามกลางทะเลสีน้ำเงิน