[Blog]“TEHRAN” ศูนย์กลางแห่งอดีตจักรวรรดิเปอร์เซียอันยิ่งใหญ่

0-preview-tehran-696x473 เมื่อเอ่ยชื่อประเทศ “อิหร่าน” เชื่อว่าหลายๆ คนจะนึกถึงดินแดนที่ไม่สงบ มีสงคราม มีความขัดแย้งทางการเมืองและศาสนา มีการก่อการร้าย ไม่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ แต่ความจริงภาพเดิมๆ เหล่านั้นมันแทบไม่หลงเหลืออยู่แล้วครับ จะมีอยู่ก็แค่ความไม่ลงรอยทางแนวคิดของหลักศาสนาและวัฒนธรรมตะวันตกที่อิหร่านไม่ยอมรับ แต่ก็ไม่ได้กระทบกับความสงบและสันติภาพในประเทศแต่อย่างใด

เรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากการรับฟังข้อมูลเฉพาะในแง่ดีจากผู้ที่เคยเดินทางไปเที่ยวอิหร่านมาอย่างเดียวนะครับ แต่มันรับรู้ได้จากประสบการณ์ตรงที่ผมได้ไปเยือนอิหร่านมาในครั้งนี้ ขอบอกเลยว่าประเทศเค้าปลอดภัย น่าเที่ยว แม้จะแลดูวุ่นวายจอแจเหมือนประเทศแขกและประเทศกำลังพัฒนาทั่วไปก็ตาม

ที่สำคัญอิหร่านยังร่ำรวยด้วยทรัพยากรน้ำมันซึ่งสร้างความเจริญทางการค้าและเศรษฐกิจให้แก่ประเทศเป็นอย่างมาก อิหร่านจึงเป็นอีกที่หมายหนึ่งที่น่าสนใจทำการค้าร่วมกัน

ถ้าอยากรู้ว่าอิหร่านมีดียังไง น่าเที่ยวขนาดไหน วิถีชีวิตของผู้คนเป็นอย่างไร ต้องอ่านรีวิวจนจบนะครับ J

เริ่มเลยดีกว่า ทริปอิหร่านนี้ผมเดินทางโดยสายการบินไทยเที่ยวบินปฐมฤกษ์ที่ TG 527 ซึ่งออกบินตรงสู่ Tehran เมืองหลวงของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ในวันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม 2559 เวลา 15.30 น.

(ขณะนี้การบินไทยมีไฟลท์ไป-กลับ กรุงเทพฯ – เตหะราน 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ คือ ทุกวันอังคาร พฤหัส เสาร์ และอาทิตย์)

1-bangkok-tehran

2-bangkok-tehran-tg

 

หลังจากนั่งเพลินๆ ราว 7 ชั่วโมงครึ่ง ผมก็เดินทางมาถึงสนามบินนานาชาติ Tehran Imam Khomeini (فرودگاه بین‌المللی امام خمینی) หรือเรียกย่อๆ ว่า IKIA กรุงเตหะราน ในเวลาท้องถิ่น 19.30 น. เวลาของอิหร่านช้ากว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมงครึ่งครับ
3

เมื่อมาถึงประเทศอิหร่านผู้หญิงทุกคนจะต้องคลุมผ้าที่ศีรษะหรือที่เรียกว่าฮิญาบ แอร์โฮสเตสทั้งลำจึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศเค้าเช่นกันครับ

4-bangkok-tehran-first-flight

 

สนามบินอิหม่ามโคไมนีตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเตหะรานไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ราว 50 กิโลเมตรวิธีการเดินทางเข้าเมืองที่สะดวกที่สุดคือใช้บริการแท็กซี่ครับ ราคาเหมาจ่ายไปเลยคิดเป็นเงินไทยประมาณ 700 บาท ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับสภาพการจราจร เพราะที่เตหะรานรถติดไม่แพ้ที่กทม. เลยครับในอนาคตทางการกรุงเตหะรานจะเปิดให้บริการรถไฟด่วนและรถไฟใต้ดินเข้าไปยังศูนย์กลางเมืองซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวก ลดระยะเวลาในการเดินทาง และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับนักท่องเที่ยวด้วย แต่คาดว่าน่าจะใช้เวลาก่อสร้างอีกประมาณ 2 ปี

 

5

สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อออกจากเครื่องก็คือเดินไปทำเรื่อง Visa on Arrival ครับ คนไทยที่จะเข้าประเทศอิหร่านจะต้องได้รับวีซ่าเสียก่อนโดยสามารถเดินทางมาทำเรื่องขอได้ที่สนามบินซึ่งเป็นวิธีการที่สะดวกกว่าการขอวีซ่าล่วงหน้ามาจากเมืองไทย แม้ว่าจะต้องเสียเวลากับขั้นตอนต่างๆ 40 นาที – 1 ชั่วโมง ก็ตาม

การขอ Visa on Arrival ก็ไม่ยากครับ เคาน์เตอร์ทำเรื่องต่างๆ มีป้ายภาษาอังกฤษชัดเจน ขั้นแรกต้องไปที่เคาน์เตอร์ทำประกันภัยก่อน จ่ายค่าประกันภัย 15 ยูโร (ไม่ต้องทำประกันภัยมาจากเมืองไทยเพราะบริษัทประกันแทบทั้งหมดไม่คุ้มครองการเดินทางมายังประเทศอิหร่านครับ)

เมื่อได้รับเอกสารประกันภัยแล้วให้เดินไปที่ช่องยื่นเรื่องขอวีซ่าซึ่งอยู่ตรงข้ามกัน ใช้หลักฐานแค่พาสปอร์ตกับประกันภัย กรอกเอกสารให้เรียบร้อย และชำระค่าธรรมเนียมวีซ่าอีก 75 ยูโร ก็เป็นอันเสร็จพิธี (ถ้าขอวีซ่าล่วงหน้ามาก่อนซึ่งมีขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยากจะเสียค่าธรรมเนียม 3,500 บาท ซึ่งแทบไม่ต่างจากการมาขอ Visa on Arrival)

จากนั้นก็เข้าคิวผ่านตม. ซึ่งก็ไม่ถามอะไรสักคำ ปั๊มตราเข้าประเทศให้อย่างง่ายดาย เดินลงบันไดเลื่อนไปรับกระเป๋าเดินทางที่ถูกยกออกจากสายพานแล้วเพราะกว่าจะออกมาถึงจุดนี้ได้ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง

เดินออกไปที่โถงกลางของสนามบิน ถ่ายรูปหน้าวีซ่าไว้เป็นที่ระลึกหน่อย (ไม่แน่ใจเหมือนกันนะครับว่าตรงนี้เค้าให้ถ่ายรูปได้รึเปล่า แต่ก็ถ่ายมาแล้วแหละ 555)

 

6-tehran-imam-khomeini

 

7-iran-visa

ขึ้นบันไดเลื่อนไปแลกเงิน Rial (ریال ایران) ตัวย่อคือ IRR ให้เรียบร้อยก่อนเดินทางเข้าเมือง แต่จริงๆ แล้วสามารถใช้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ จ่ายค่าต่างๆ ได้เลยนะครับ ส่วนใหญ่เค้ารับเงินดอลล่าร์กัน

อัตราแลกเปลี่ยน 1 USD แลกเงิน Rial ได้ประมาณ 36,000 IRR วิธีคิดเงิน Rial เป็นเงินบาทง่ายๆ คือตัดเลข 0 ออกไป 3 ตัวครับ เช่น 10,000 IRR = 10 บาท หรือจะใช้เงินยูโรแลกก็ได้เช่นกัน

เอารูปอัตราแลกเปลี่ยนที่ถ่ายจากร้านแลกเงินในตัวเมืองเตหะรานซึ่งไม่แตกต่างจากเรทที่สนามบินเท่าไหร่มาให้ดูกันครับ

8-exchange-rate

 

ตอนนี้ที่เตหะรานก็ดึกพอสมควรแล้ว (ตรงกับเวลาไทยเกินเที่ยงคืนแล้ว) ผมต้องเดินทางเข้าเมืองอีกประมาณ 1 ชั่วโมงไปพักค้างคืนที่ Enghelap Hotel ก่อนเริ่มเที่ยวในวันรุ่งขึ้น

 

9-enghelab-hotel

 

10-enghelab-hotel

ถ้าใครเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ขอแนะนำให้พักที่ Hotel ibis Tehran Imam Khomeini International Airport ซึ่งอยู่ใกล้กับสนามบินเลยครับ แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยเดินทางเข้าไปเที่ยวในเมือง

ก่อนเข้าเรื่องเที่ยว มีข้อแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ที่มีประโยชน์สำหรับการเที่ยวที่ประเทศอิหร่านมาฝากครับ

ข้อแรก ช่วงเวลาที่เหมาะจะมาเที่ยวอิหร่านคือเดือนตุลาคม พฤศจิกายน และมีนาคม เพราะอากาศไม่ร้อนจัดและไม่หนาวเกินไป ถ้าเป็นช่วงฤดูหนาวในเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์จะมีหิมะตกที่ประเทศอิหร่านด้วย

ข้อที่สอง ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในประเทศอิหร่าน ผู้หญิงทุกคนจะต้องสวมฮิญาบหรือผ้าคลุมศีรษะตลอดเวลาที่อยู่ในที่สาธารณะ ไม่ใส่กางเกงขาสั้น กางเกงขายาวที่รัดรูป กระโปรงสั้นเกินระดับหน้าแข้ง และเสื้อผ้ารัดรูปโชว์สัดส่วนต่างๆ ส่วนผู้ชายไม่มีกฎข้อห้ามอะไรมาก แค่ไม่ควรใส่กางเกงขาสั้นและเสื้อโชว์รูปร่างอันบึกบึนเรียกน้ำลายจากสาวๆ แค่นั้นพอครับ

ข้อที่สาม ชายหญิงที่เป็นคู่รักกันไม่ควรแสดงความรักกันในที่สาธารณะ แม้แต่การเดินจูงมือกัน

ข้อที่สี่ เวลาจะแสดงความชื่นชมใครหรือชื่นชอบอะไร ห้ามชูนิ้วโป้งที่แปลว่ายอดเยี่ยม เพราะมันเปรียบได้กับการชูนิ้วกลางด่าคนอิหร่านครับ

ข้อสุดท้าย ประเทศอิหร่านบล็อค Facebook และ Twitter ไม่ให้เล่นได้เพราะไม่อยากให้คนในประเทศได้รับรู้ข่าวสารและซึมซับวัฒนธรรมของชาติตะวันตก แต่ไม่บล็อค Instagram และ Line นะครับ คนไทยที่ติดโซเชี่ยลทั้งหลายซึ่งต้องอัพรูป เช็คอิน โพสต์สเตตัส จึงต้องหาวิธีแก้ไขให้เข้าไปเล่นได้โดย load แอพลิเคชั่น VPN ต่างๆ ให้เยอะๆ ไว้ก่อนเพราะบางแอพฯ จำกัดเวลาการใช้ บางแอพฯ ใช้ไม่ได้ บางแอพฯ หลุดบ่อย ต้อง load ตั้งแต่อยู่เมืองไทยนะครับ

VPN เป็นแอพฯ หลอกว่าเราไม่ได้เข้า social media ที่ประเทศเค้าบล็อคครับ ก่อนที่จะเล่นเฟซบุ๊คก็เข้าแอพฯ VPN ไป connect เมื่อติดแล้วก็เข้าใช้เฟซบุ๊คได้เลยครับ ถ้าหลุดก็ connect ใหม่ ถ้าแอพฯ หมดอายุก็ connect แอพฯ อื่นที่ load มา

ผมใช้แอพฯ VPN Master รูปสีน้ำเงินคล้ายธงอเมริกา และ VPN MASTER รูปลูกกุญแจสีเขียว ใช้ดีแต่เหมือนมีการจำกัดเวลาการใช้งาน หมดแล้ว connect ใหม่ไม่ติด แต่ที่ใช้ได้ตลอดคือ SecureVPN รูปแม่กุญแจสีฟ้า ยังไงก็ขอให้ load มาเยอะๆ สำรองไว้ก่อนละกัน

11-vpn-app

ค่าครองชีพที่นี่แทบไม่ต่างจากบ้านเราครับ ค่ารถเมล์เที่ยวละ 5,000 IRR (5 บาท) ตลอดสาย ค่ารถไฟใต้ดินเที่ยวละ 7 บาท ตลอดสาย ตั๋วไป-กลับราคา 11 บาท

ค่าแท็กซี่สตาร์ทที่ 20 บาท กิโลเมตรต่อไปกม. ละ 15 บาท นั่งแต่ละทีก็เป็นร้อยเหมือนกันเพราะเตหะรานรถติดไม่แพ้กทม. เลยครับ

น้ำเปล่าขายในสนามบินซึ่งจะแพงกว่าข้างนอกราคา 6,500 IRR กาแฟร้อนแก้วละประมาณ 70,000 IRR (2 USD) ส่วนค่าอาหารก็แล้วแต่จะเลือกเข้าร้านซึ่งมีตั้งแต่ระดับหรู ร้านห้องแถวริมถนน ไปจนถึงซื้อ take away จากบาซาร์ไปนั่งกินตามที่ต่างๆ ซึ่งคนที่นี่นิยมทำมากเพราะราคาอาหารถูกสุดๆ ครับ

สำหรับของฝากที่นิยมมากก็คือ pistachio ซึ่งเป็นถั่วที่มีต้นกำเนิดมาจากแถบเอเซียกลางและตะวันออกกลางนี่เอง ถั่วพิสตาชิโอที่นี่ราคาถูกกว่าที่ไทยเยอะเหมือนกันครับ กิโลนึง 400,000-600,000 IRR หรือ 400-600 บาท แล้วแต่เกรดของถั่ว นอกจากนี้ยังมีอินทผลัมสดอบแห้งกิโลกรัมละ 280,000 IRR หรือบางทีเค้าก็จะบอกราคาเป็นหน่วย toman ซึ่งจะต้องตัด 0 ไปตัวนึงครับ

12-pistachio

 

13-date-palm

เอาล่ะครับถึงเวลาพาชมสถานที่ท่องเที่ยวของ Tehran กันแล้ว

Tehran (تهران) คือเมืองหลวงของประเทศอิหร่าน (ایران‎‎) ซึ่งเป็นดินแดนแห่งอารยธรรมเก่าแก่ของโลกที่มีอายุกว่า 4,000 ปี ในอดีตคือจักรวรรดิเปอร์เซียอันยิ่งใหญ่เกรียงไกร

Tehran มาจากคำว่า Teh ที่แปลว่า hot และ ran ที่แปลว่า place เมื่อรวมกันแล้วจึงมีความหมายว่า “สถานที่ร้อน” ส่วนอีกความหมายหนึ่งคือ “พวกใต้ดิน”

กรุงเตหะรานตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเทือกเขา Alborz ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตร เตหะรานถูกสร้างขึ้นในราวค.ศ. 900 จากหมู่บ้านเล็กๆ และได้พัฒนาให้เจริญรุ่งเรืองมาตลอดทุกรัชสมัยของราชวงศ์ที่ขึ้นปกครองประเทศกระทั่งสิ้นสุดราชวงศ์ปาห์ลาวี (Pahlavi) ซึ่งปกครองอิหร่านในระบอบราชาธิปไตยจนถึงปีค.ศ. 1979 เพราะเกิดการลุกฮือขึ้นต่อต้านโค่นล้มรัฐบาลชาห์ เรซา ปาห์ลาวี (คำว่า Shah หรือชาห์ แปลว่า กษัตริย์) ที่เรียกว่า “การปฏิวัติขาว” นำโดยผู้นำทางศาสนาหรืออิหม่ามคนสำคัญนามว่า Ayatollah Ruhollah Khomeini (روح الله موسوی خمینی) ซึ่งต่อมาอิหม่ามโคไมนีก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำสูงสุดของประเทศและสถาปนา “สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน” ขึ้นในวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 1979 หรือเมื่อ 37 ปีก่อน วันที่ 1 เมษายนจึงกลายเป็นวันชาติของอิหร่านเป็นต้นมา

ปัจจุบันเมืองหลวงแห่งนี้คือศูนย์กลางในทุกๆ ด้านของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการค้า เศรษฐกิจ การคมนาคม

14

สถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ของเตหะรานมีไม่มาก แต่แต่ละที่อยู่ห่างไกลกันร่วม 10 กิโลเมตรและการจราจรก็ติดขัดแทบตลอดทั้งวัน ดังนั้นการเดินทางในเมืองโดยรถไฟใต้ดินจึงเป็นวิธีการที่รวดเร็วที่สุด แต่ก็อาจต้องเจอปัญหาคนแน่นขนัดในช่วงเวลาเร่งด่วนครับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถไฟใต้ดินเตหะรานที่ http://metro.tehran.ir/Default.aspx?tabid=210

 

15-tehran-metro-map

ลองดูแผนที่เส้นทางหลักของเตหะรานเพื่อความเข้าใจผังเมืองโดยรวมก่อนนะครับ

16

สำหรับการใช้บริการรถแท็กซี่ก็ถือว่าสะดวกและราคาไม่แพง สามารถต่อรองให้คิดเป็นราคาเหมาได้ และไม่โกงนักท่องเที่ยวครับ

ส่วนการนั่งรถเมล์ธรรมดา (สีเหลือง) และรถเมล์ด่วน BRT (สีแดง) ค่อนข้างยากและอาจจะหลงทางได้เพราะที่รถมีตัวเลขอารบิกและตัวอักษรภาษาอังกฤษเล็กๆ ดูค่อนข้างยากเลยครับ

มีแผนที่รถเมล์ BRT มาให้ดูกันด้วย

 

17-tehran-brt-map

สถานที่แรกของกรุงเตหะรานที่ไปก็คือ Borj e Āzādi (برج آزادی) หรือ Azadi Tower คำว่า Azadi แปลว่าเสรีภาพ แต่เดิมมีชื่อว่า Borj e Šahyād (برج شهیاد) หรือ Shahyad Tower ที่มีความหมายว่า King’s Memorial Tower ตั้งโดดเด่นอยู่ที่ Meydān e Āzādi (میدان آزادی) หรือ Azadi Square จัตุรัสที่เป็นวงเวียนขนาดใหญ่ซึ่งถือเป็นทางเข้าเมืองทางทิศตะวันตก

 

18-borj-e-azadi

หอคอยอาซาดีถือเป็นแลนด์มาร์คของกรุงเตหะรานที่สร้างขึ้นในโอกาสฉลองครบรอบ 2,500 ปีของจักรวรรดิเปอร์เซีย ที่นี่คือสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งการปฏิวัติและการรวมตัวกันทางการเมืองของประชาชนชาวอิหร่าน หอคอยนี้จึงเปรียบได้กับอนุสาวรีย์แห่งเสรีภาพที่แสดงถึงประเทศอิหร่านยุคใหม่

สถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุดคือ Meydan-e Azadi (สาย 4 สีเหลือง)

 

19-borj-e-azadi

จุดชมวิวที่เป็นภาพเอกลักษณ์ของกรุงเตหะรานอยู่ที่ถนน Navabe Safavi Expressway ถ้าอากาศแจ่มใสและไปในช่วงที่หิมะตกลงมาปกคลุมเทือกเขาสูงที่อยู่ไกลลิบๆ แล้วก็จะเห็นสภาพบ้านเมืองและ Borj e Milād (برج میلاد) หรือหอคอย Milad ที่มีฉากหลังเป็นยอดเขาหิมะงดงามสุดๆ ครับ

ควรถ่ายให้ได้จังหวะรถแล่นอยู่เต็มทั้งสองข้างถนนนะครับ จะดูบาลานซ์มากๆ เลย

 

19-borj-e-azadi

20

ภาพไฮไลต์ของเตหะรานนี้ต้องขึ้นไปถ่ายบนสะพานลอยนี้ครับ

22-navabe-expressway

23-tohid-tunnel

 

Zaferanie หรือประตูทางเข้าทางทิศใต้ของ Saadabad Palace อยู่ห่างจาก Azadi Tower ประมาณ 19 กิโลเมตร วิธีการเดินทางไปที่สะดวกที่สุดคือนั่งแท็กซี่ครับ สถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุดคือ Tajrish (สาย 1 สีแดง) ซึ่งไกลจากทางเข้าพระราชวังราว 1.4 กิโลเมตร

เมื่อเข้าไปยังอาณาเขตของ Saadabad Palace ก็เห็น Mellat Palace หรือพระราชวังสีขาวก่อนเลย

ทางเข้าไปยังคอมเพล็กซ์พระราชวังหน้าตาเป็นแบบนี้

 

24

Zaferanie หรือประตูทางเข้าทางทิศใต้ของ Saadabad Palace อยู่ห่างจาก Azadi Tower ประมาณ 19 กิโลเมตร วิธีการเดินทางไปที่สะดวกที่สุดคือนั่งแท็กซี่ครับ สถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุดคือ Tajrish (สาย 1 สีแดง) ซึ่งไกลจากทางเข้าพระราชวังราว 1.4 กิโลเมตร

เมื่อเข้าไปยังอาณาเขตของ Saadabad Palace ก็เห็น Mellat Palace หรือพระราชวังสีขาวก่อนเลย

ทางเข้าไปยังคอมเพล็กซ์พระราชวังหน้าตาเป็นแบบนี้

 

25

 

ก่อนอื่นต้องซื้อตั๋วเข้าชมก่อน ค่าเข้าที่นี่มีหลายราคาแล้วแต่ว่าจะเลือกเข้าชมอาคารอะไรบ้าง รวมแล้วจ่ายเงินไป 300,000 IRR หรือประมาณ 300 บาทครับ

 

26

 

นั่งรถตู้บริการฟรีไปยัง Sabz Palace (کاخ سبز) พระราชวังสีเขียว (Green Palace) ซึ่งเดิมทีมีเจ้าของคือ Alikhān ต่อมา Rezāshāh Pahlavi กษัตริย์พระองค์แรกของราชวงศ์ปาห์ลาวีได้ซื้ออาคารหลังนี้มาปรับปรุงตกแต่งในสถาปัตยกรรมแบบยุโรปโดยใช้หินอ่อนสีเขียวเพื่อสร้างเป็นที่ประทับของพระองค์และพระมเหสี โดยสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อปีค.ศ. 1928 ภายในประดับด้วยกระจกอันงดงามตระการตายิ่ง ชื่อของพระราชวังจึงเรียกตามสีเขียวของหินอ่อนที่ใช้ในการก่อสร้างนั่นเอง

 

27

 

ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงงานแกะสลักฝาผนังและงานแก้วกระจกฝีมือเยี่ยมยอด เครื่องประดับและพรมชนิดต่างๆ ภาพจิตรกรรม งานประติมากรรม และเครื่องเฟอร์นิเจอร์ อาทิ นาฬิกา ฐานเชิงเทียน และแจกันที่ทำด้วยทองบรอนซ์ รวมทั้งเครื่องใช้ต่างๆ ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16

พระราชวังเป็นที่รโหฐานจึงห้ามถ่ายรูปและวีดีโอภายในอาคาร อนุญาตให้ถ่ายได้เฉพาะด้านนอกครับ

 

28-sabz-palace

29

 

เดินต่อไปยัง Mellat Palace (کاخ موزه ملت) พระราชวังสีขาว (White Palace) หรือเรียกอีกชื่อว่า Palace of the Nation พระราชวังหลวงแห่งนี้สร้างเป็นตึกทรงยุโรป 2 ชั้น ก่ออิฐถือปูน ทาสีขาวดูเรียบง่ายสะอาดตา โดยพระบัญชาของ Rezāshāh Pahlavi เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปีค.ศ. 1931-1936 เพื่อใช้เป็นที่ประทับในฤดูร้อนของ Mohammadrezā Pahlavi กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของอิหร่าน และพระมเหสี

 

30

31

พระราชวังสีขาวเป็นวังที่ใหญ่ที่สุดในเขต Saadabad complex สถานที่แห่งนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศโดยห้องประชุมด้านบนของพระราชวังเคยเป็นที่จัดประชุม The Tehran Conference (EUREKA) ซึ่งประกอบไปด้วยผู้นำของ 3 มหาอำนาจในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้แก่ Joseph Stalin ของรัสเซีย Franklin D. Roosevelt ของสหรัฐฯ และ Winston Churchill ของอังกฤษ เนื้อหาในที่ประชุมเป็นเรื่องกลยุทธ์การทำสงครามขั้นสุดท้ายกับนาซีเยอรมันนั่นเอง

ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บสะสมของมีค่าไว้มากมาย อาทิ พรมเปอร์เซียที่มีชื่อเสียง เครื่องประดับต่างๆ และเครื่องปั้นดินเผา

ห้องต่างๆ ของพระราชวังตกแต่งอย่างเลิศหรูอลังการ สามารถถ่ายรูปได้ครับ

32

 

 

33

 

34

 

35

 

กลับเข้าสู่ใจกลางเมืองไปยัง Kāx e Golestān หรือ Golestan Palace ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของ Saadabad complex ระยะทางประมาณ 17 กิโลเมตร เผื่อเวลาเดินทางไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงเพราะรถติดครับ

สามารถนั่งรถไฟใต้ดินสาย 1 (สีแดง) จากสถานี Tajrish 15 สถานีไปลงที่สถานี Imam Khomeini (ایستگاه متروی امام خمینی) ซึ่งเป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้พระราชวังโกเลสตานที่สุด

 

36-imam-khomeini-metro-station

 

สถานีรถไฟใต้ดิน Imam Khomeini อยู่ที่ Imam Khomeini Square (میدان امام خمینی) หรือจัตุรัส Canons ซึ่งเป็นจัตุรัสใหญ่ชุมทางการคมนาคมขนส่งใจกลางกรุงเตหะราน เวลาจะข้ามถนนที่อิหร่านก็ต้องรวดเร็วและระมัดระวังอย่างมากนะครับเพราะเค้าขับรถกันเหมือนไม่มีเบรค 555

ที่ถนน Ferdosi ไม่ไกลจากจัตุรัสอิหม่ามโคไมนีมีร้านแลกเงินนะครับ ถ้าแลกจากสนามบินมาไม่พอก็สามารถแลกเพิ่มได้ เรทไม่ต่างกันเท่าไหร่ครับ

 

37

 

38

 

จากสถานีรถไฟใต้ดิน Imam Khomeini เลี้ยวขวาเดินตามถนน Bab Homayoon ผ่านท่ารถตู้ท้องถิ่นตรงไปจนถึงมัสยิดเล็กๆ ที่หัวมุมถนน Sour Esrafil เลี้ยวขวาเดินต่อไปแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Davar

 

39

 

40

 

ตรงไปอีกไม่ไกลก็ถึงประตูทางเข้า Kāx e Golestān (کاخ گلستان) หรือ Golestan Palace ซึ่งอยู่ทางซ้ายมือ

ผ่านประตูเข้าไปซื้อตั๋วก่อนเลยครับ ค่าเข้าชมพระราชวังราคา 150,000 IRR

41-golestan-palace

พระบรมมหาราชวังโกเลสตานซึ่งรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า “พระราชวังแห่งดอกไม้” หรือวังสวนกุหลาบ ในอดีตเคยเป็นพระราชวังเก่าของอิหร่านที่สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์คาจาร์ (Qajar) โดยเฉพาะในรัชสมัยของ Naser al-Din Shah ซึ่งครองราชย์ระหว่างปีค.ศ. 1848-1896 วังแห่งนี้มีรูปลักษณ์โบราณและคลาสสิกสไตล์ยุโรป นับเป็นแม่แบบของการผสมผสานศิลปะการก่อสร้างและการตกแต่งแบบยุโรปเข้ากับสไตล์เปอร์เซี่ยนได้อย่างลงตัวที่สุดจนกลายเป็นต้นกำเนิดของการเคลื่อนไหวทางศิลปะสมัยใหม่ของอิหร่าน โดยองค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกเมื่อปีค.ศ. 2013

 

42-golestan-palace

 

พระราชวังโกเลสตานเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของอิหร่าน ย้อนไปตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซาฟาวิด (Safavid) ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งยังหลงเหลือป้อมสูงสำหรับส่องดูข้าศึก (citadel) และสถานอาบน้ำแบบเติร์ก ไว้จนถึงบัดนี้

ภายในบริเวณประกอบด้วยพระราชวังหลัก 7 ตำหนัก สวนดอกไม้ และสระน้ำที่ทำจากหินอ่อน โดยอาคารพระราชวังแบบตะวันตกนั้นสร้างเพิ่มขึ้นมาในรัชสมัยของกษัตริย์แห่งราชวงศ์รองสุดท้ายของอิหร่านคือ Qajar โดยกษัตริย์นาเซอร์ อัล-ดิน ชาห์ เพื่อใช้เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ พระองค์ได้เสด็จประพาสยุโรปแล้วนำความเจริญทางด้านรูปธรรมเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวอิหร่าน เช่น การสร้างตำหนักแบบนีโอคลาสสิกของยุโรป ส่วนตำหนักอื่นที่เป็นแบบโบราณนั้นมีจุดเด่นของสถาปัตยกรรมคือผนังภายในและภายนอกกรุด้วยแผ่นกระเบื้องหรือเซรามิกสีและลวดลายต่างๆ เน้นสีสันจัดจ้านแบบตะวันออก

 

 

43-golestan-palace 44-golestan-palace 45

 

ที่เห็นนี้คือบัลลังก์ที่กษัตริย์ทรงประทับนั่ง

 

46

 

ปัจจุบันที่นี่ยังคงใช้เป็นสถานที่รับรองบุคคลสำคัญอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแขกบ้านแขกเมืองจากต่างประเทศ และพัฒนาให้เป็นพิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชม

 

47

 

ออกจากเขตพระราชวัง เดินต่อไปอีกนิดก็ถึงตลาดกลางเมืองที่เรียกว่า Reza Great Bazaar ที่ถนน Khordad บาซาร์แห่งนี้มีสารพัดสินค้าให้ชาวเมืองได้มาเลือกซื้อหาโดยแบ่งเป็นโซนตามประเภทของสินค้าอารมณ์เดียวกับสวนจตุจักรบ้านเรา สินค้าที่นิยมซื้อเป็นของฝาก เช่น ถั่วต่างๆ ผลไม้แห้ง ชากุหลาบที่มีชื่อเสียงโด่งดัง

โดยทั่วไปร้านค้าจะเปิดให้บริการวันเสาร์-พฤหัสบดี 09.00-21.00 น. ปิดในวันศุกร์เพราะถือเป็นวันสวดของศาสนาอิสลาม

 

48

 

49

แต่ผมไม่ได้เดินเข้าไปลึกเพราะคนเยอะมาก เดินกันขวักไขว่น่าเวียนหัวครับ

50

เตหะรานก็เหมือนเมืองใหญ่ของประเทศแขกๆ ที่มีประชากรเยอะมาก แทบทุกที่ทุกเวลามีคนเดินตลอด เราอาจจะรู้สึกวุ่นวายและไม่ปลอดภัย แต่จริงๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดนะครับเพราะกฎหมายที่นี่แรงและมีตำรวจทหารเดินตรวจการณ์ตามจุดหลักๆ ตลอด ขอทานและคนไร้บ้านพบเห็นน้อยมากครับ

คนอิหร่านอัธยาศัยดีถึงดีมากครับ 555 เค้าชอบมองหน้าแบบงงๆ ว่ามาเที่ยวประเทศเค้าหรอเนี่ย แต่เป็นการมองแบบเป็นมิตรนะครับ หลายคนยังชอบทักว่า “หนีห่าว” เพราะนึกว่าหน้าตี๋ๆ แบบผมต้องเป็นคนจีนแน่ และชอบถามว่ามาจากประเทศอะไร สาเหตุที่ทักมาเป็นภาษาจีนก็เพราะคนจีนเข้าอิหร่านได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าจึงมีนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวที่นี่เยอะเหมือนกัน

ผมเดินหาน้ำผลไม้เย็นชื่นใจดื่มเพราะคอแห้ง แม้ว่าเนื้ออากาศจะไม่ร้อนแต่แดดก็แรงอยู่ครับ ทาซันบล็อคกันแดดไว้ดีที่สุด

เค้าว่ากันว่าต้องลองน้ำทับทิมสด แต่ผมเคยชิมที่ตุรกีหลายทีเลยแล้วไม่ค่อยชอบรสเปรี้ยวเท่าไหร่ จึงเลือกลองน้ำ เมลอนสดปั่นซึ่งก็ไม่ควรพลาดเช่นกัน แก้วนี้รสชาติหอมหวานอร่อยเย็นสดชื่นครับ ราคาแค่ 30,000 IRR หรือ 30 บาทเอง

 

51

 

นอกจากตลาดนี้แล้ว เตหะรานยังมีตลาดดังอีกแห่งซึ่งอยู่นอกเมืองไปทางทิศเหนือทางเดียวกับ Majmue ye Sa’dābād (مجموعه سعدآباد‎‎) หรือ Saadabad complex ไม่ไกลจากสถานีรถไฟใต้ดิน Tajrish (สาย 1 สีแดง) นั่นก็คือ Tajrish Bazaar ตลาดเล็กๆ แห่งนี้เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะได้สัมผัสวิถีชีวิตของคนอิหร่านแบบเข้าถึงที่สุด ที่นี่มีผู้คนพลุกพล่านมาเลือกซื้อสินค้าซึ่งมีหลากหลายแทบจะทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า กางเกง รองเท้า เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า ของแต่งบ้าน เครื่องใช้สำนักงาน เครื่องประดับ เครื่องทองเหลือง เครื่องแก้ว พรมขนาดต่างๆ รวมทั้งของกิน เช่น ถั่วชนิดต่างๆ เครื่องเทศ ใบชา ตลาดแห่งนี้ยังคงใช้เงินสกุล toman ซึ่งมีค่าเท่ากับ 10 rial

แต่ผมไม่ได้แวะเพราะไม่ได้ชื่นชอบการเดินตลาดเท่าไหร่ครับ

 

ปิดท้ายการเที่ยวกรุงเตหะรานที่ National Jewelry Museum (موزه جواهرات ملی ایران) พิพิธภัณฑ์อัญมณีแห่งชาติซึ่งอยู่ในห้องนิรภัยของอาคาร Central Bank of the Islamic Republic of Iran ที่ถนน Ferdosi (Ferdowsi Ave.) ตรงข้ามกับสถานทูตเยอรมนีและตุรกี ห่างจากสถานีรถไฟใต้ดิน Imam Khomeini (ایستگاه متروی امام خمینی) ในระยะเดินราว 1 กิโลเมตร และไกลจากพระราชวัง Golestan ประมาณ 2 กิโลเมตร ส่วนสถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุดคือ Sa’adi (สาย 1 สีแดง)

52

ผมไม่มีรูปถ่ายที่นี่แม้แต่ภายนอกอาคารเพราะห้ามถ่ายรูปทั้งหมดครับ ให้ดูแต่ตาเท่านั้น เมื่อเข้าไปในอาคารก็ต้องฝากกล้องถ่ายรูป โทรศัพท์มือถือ และข้าวของทุกอย่างก่อน แต่ก็สามารถซื้อหนังสือกลับไปเป็นที่ระลึกได้ในราคาเล่มละ 40,000 IRR

พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมวันเสาร์-อังคาร 14.00-16.30 น. ค่าเข้าชมสำหรับนักท่องเที่ยวราคา 200,000 IRR หรือประมาณ 200 บาท ครับ

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.cbi.ir/page/1475.aspx

สถานที่นี้ถือเป็นที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สุดของเตหะรานเลยก็ว่าได้เพราะภายในพิพิธภัณฑ์มีสมบัติล้ำค่าจากทุกยุคทุกสมัยของกษัตริย์ทุกราชวงศ์ที่เคยปกครองจักรวรรดิเปอร์เซีย (ยกเว้นราชวงศ์แรก) จนกระทั่งกลายมาเป็นประเทศอิหร่านในปัจจุบันจัดแสดงไว้ให้ชื่นชมมากมายอลังการที่สุดในโลก

อัญมณีชิ้นไฮไลต์คือเพชรสีชมพูที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก น้ำหนักถึง 182 กะรัต เจ้าของฉายา “ทะเลแห่งความสุกสว่าง” (Sea of Light) บัลลังก์นกยูงอันเลื่องชื่อ และสมบัติอันประเมินค่ามิได้อีกมากมายมหาศาล ถือเป็นบุญตาที่ได้เห็นสักครั้งในชีวิตเลยครับ

ขออนุญาตยืมภาพจากเว็บไซต์ต่างๆ มาให้ชมแทนนะครับ

53

 

 

54

 

 

สำหรับขากลับประเทศไทย ผมเดินทางโดยสายการบินไทยเที่ยวบิน TG 528 จากสนามบินอิหม่ามโคไมนี ในเวลา 21.00 น. นั่งหลับสบายข้ามคืนไม่ถึง 7 ชั่วโมงก็กลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพในเวลา 06.55 น.

 

55

ขอขอบคุณสายการบินไทยที่สนับสนุนการเดินทางครั้งนี้
Review by เที่ยวเอง

รายละเอียดเพิ่มเติม
http://www.thaiairways.co.th

http://www.tieweng.com/tiew-eng-tehran-iran