Red Lotus Sea in Udon Thani

Text: Chidsupang Chaiwiroj
Photos: Ekaphop Duangkham

One morning this past January, we packed our bags before leaving from downtown Udon Thani’s to Nong Han Kumphawapi lake, located 45 kilometres away. As you may have guessed, our destination was the famous Red Lotus Sea, rated as one of the world’s strangest lakes (yes, it’s a lake, not a sea like the name suggests) and the first of its kind in the Isan region that was fully integrated into the province’s tourism campaign.   

Just one nap away, our car turned from the highway road onto the two-lane rural road of Chiang-Wae subdistrict, Kumphawapi District, Udon Thani province. Signs of local homestays popped up from time to time along the way. Although the Red Lotus Sea in Nong Han Kumphawapi lake is on view one time a year: starting in December, in full bloom in January and February, and gets thinner in March, the locals can still benefit from tourism. Since the lotuses bloom in the morning until 11 a.m., many travellers who don’t want to wake up too early prefer staying overnight there, so that they can head to the lake easily at sunrise.

At 8 a.m., the Baan Diem pier was buzzing with people. Vans shuffled to drop off and pick up tourists, while local sellers invited visitors to buy treats like grilled potatoes and local roasted rice called Khao Chee, an easy treat to have on the boat while admiring the beautiful lotuses. From afar, we could hear the pier manager calling upon travellers to embark on the arranged boats. One thing to admire about this place is the professionalism of the Baan Diem Community Enterprise of Tourist Boats. Despite of the huge crowds in the morning, everything was perfectly organized. Starting from buying tickets (300 THB for a small boat for 2 people and 500 THB for a large boat for 10 people) to handing the tickets to the staff at the pier, the staff will easily lead you to the correct boat. It’s as simple as that. No fuss or rip-off, and you can be sure that your money goes to the community because all the boat drivers are local boat owners who normally earn a living by fishing. But at this time of the year when the lotuses are in bloom, they gather at the pier, bringing visitors to admire their community’s Red Lotus Sea.

Nong Han Kumphawapi lake not only nourishes the lives of the locals, but is also an important ecosystem and home of a variety of flora and fauna. Throughout this 45-minute boat trip, apart from admiring the scenic view of the blooming lotuses, we can see various kinds of birds soaring on the water surface while some fishermen were still on duty. Small sightseeing boats glide along the lake on the same route, one after another, this spectacular sight reminded us of the mutual dependence that happens when living organisms are bound together. Although we were in a small boat that could cut through the swamps and reach the lotuses in a close enough proximity that we could literally touch them, our boat rider chose to tread lightly so that the lotuses were unharmed and the birds weren’t scared away. He said apologetically that due to the overdue winter, the lotuses started blooming later than usual so there were still less lotuses to be seen at the moment. But amidst the pinkish red flower sea, having ‘more’ or ‘less’ wasn’t important, what mattered most was the majestic sight in front of our eyes.

กลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา เราเก็บกระเป๋าออกจากตัวเมืองอุดรธานีแต่เช้าตรู่เพื่อมุ่งหน้าไปยังบึงหนองหานกุมภวาปีที่อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 45 กิโลเมตร ใช่แล้ว…จุดมุ่งหมายของเราก็คือทะเลบัวแดงที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วโลกในฐานะหนึ่งในทะเลสาบที่แปลกที่สุด และนับเป็นทะเลบัวแดงแห่งแรกในภาคอีสานที่เปิดเป็นจุดท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ แม้ในเวลาต่อมาจะมีทะเลบัวแดงแห่งอื่นๆ ปรากฏขึ้นตามมาก็ตาม

หลับเพียงหนึ่งตื่นนิดๆ รู้ตัวอีกที รถของเราก็เลี้ยวจากถนนใหญ่เข้าสู่ถนนสองเลนของตำบลเชียงแหว อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ระหว่างทางเห็นป้ายโฮมสเตย์ผ่านมาให้เห็นประปราย แม้บัวแดงในหนองหานจะบานอยู่เพียงแค่ช่วงเดียวในรอบปี โดยจะเริ่มบานประมาณเดือนธันวาคม บานเต็มทะเลสาบในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ และจะเริ่มลดปริมาณลงในเดือนมีนาคม แต่ชาวบ้านก็ได้อานิสงส์จากเหล่านักท่องเที่ยวไปเต็มๆ เนื่องจากดอกบัวจะบานช่วงเช้าจนถึงประมาณ 11 โมงเท่านั้น นักท่องเที่ยวที่ไม่อยากออกจากตัวเมืองตั้งแต่เช้ามืดก็มักจะเลือกมานอนค้างแถวๆ หนองหานกุมภวาปีก่อนหนึ่งคืน

ประมาณ 8 โมงเช้า ท่าเรือบ้านเดียมคึกคักไปด้วยผู้คน รถตู้วิ่งกันขวักไขว่รับส่งนักท่องเที่ยว ในขณะที่เหล่าแม่ค้าพากันเรียกให้ซื้ออาหารท้องถิ่นอย่างมันเผาและข้าวจี่ไปไว้เป็นเสบียงบนเรือระหว่างชมบัว ไกลออกไปหน่อยได้ยินเสียงผู้จัดการตะโกนเรียกนักท่องเที่ยวให้ลงเรือตามบัตรคิวที่ได้ไป สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือความเป็นมืออาชีพของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเรือท่องเที่ยวบ้านเดียม แม้นักท่องเที่ยวจะหลั่งไหลกันมาอย่างไม่ขาดสายในตอนเช้า แต่ทางกลุ่มก็มีการจัดระบบอย่างดี โดยมีจุดจำหน่ายตั๋วไว้พร้อม ซึ่งนักท่องเที่ยวก็สามารถขึ้นเรือเล็ก ราคา 300 บาท นั่งได้ 2 คน หรือเรือใหญ่ ราคา 500 บาท นั่งได้ 10 คนก็ได้ จากนั้นก็นำบัตรไปยื่นกับคนเรือที่รออยู่ที่ท่าเรือ ไม่ต้องต่อราคาให้วุ่นวายหรือเสียอารมณ์ และแน่ใจได้ว่าเงินที่จ่ายไปนั้นไม่ได้มีการหักให้นายหน้า เพราะคนเรือทั้งหมดก็คือชาวท้องถิ่นที่มารวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มวิสาหกิจเอง พอดอกบัวเริ่มบานในช่วงฤดูหนาว ชาวบ้านที่ปกติทำอาชีพประมงก็นำเรือของตัวเองมาเข้ากลุ่มเพื่อรับส่งนักท่องเที่ยวเป็นอาชีพเสริม

หนองหานกุมภวาปี ไม่ได้เป็นแหล่งน้ำจืดที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นระบบนิเวศสำคัญที่เป็นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์นานาชนิด ซึ่งตลอดเวลา 45 นาทีที่อยู่บนเรือ นอกจากจะได้ชมบัวแดงที่แข่งกันบานอยู่เต็มพื้นที่แล้ว เรายังได้เห็นนกชนิดต่างๆ ที่บินฉวัดเฉวียนล้อลมไปมา สลับไปกับชาวบ้านหาปลาอยู่ เรือชมทิวทัศน์ลำน้อยที่แล่นไปช้าๆ ตามกันเป็นสายช่างเป็นภาพที่น่าดู และชวนให้นึกถึงความถ้อยทีถ้อยอาศัยที่ปรากฏให้เห็นเมื่อสิ่งมีชีวิตได้มาอยู่ร่วมกัน แม้เราจะนั่งอยู่บนเรือลำเล็กที่ว่ากันว่าสามารถเข้าไปใกล้ดอกบัวจนถึงกับจับได้ แต่คนขับเรือของเราก็เลือกที่จะไม่เข้าไปใกล้มาก และเลือกที่จะพายอย่างเบามือ เพื่อไม่ให้บัวต้องช้ำ หรือฝูงนกที่อยู่ใกล้ๆ ต้องแตกตื่นหนีไป คนขับเรือบอกว่าปีนี้บัวบานช้าไปหน่อยเนื่องจากฤดูหนาวมาถึงช้ากว่ากำหนด บัวจึงยังบานไม่เต็มพื้นที่ แต่เมื่อได้อยู่ ณ​ กลางทุ่งดอกไม้กลางทะเลสาบ จะมากหรือจะน้อยก็หมดความหมาย เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดคือภาพที่อยู่ตรงหน้า