อิหร่านมีเมืองไหนน่าเที่ยวอีกนอกจากเมืองหลวง “Tehran”

คำตอบที่ได้รับเป็นเสียงเดียวกันก็คือ Isfahan” ซึ่งหลายคนอาจไม่เคยได้ยินชื่ออิสฟาฮานมาก่อนหรือเคยได้ยินแต่ไม่รู้ว่าเมืองนี้มีดียังไง มีอะไรน่าสนใจไปเที่ยวบ้าง และทำไมถึงต้องไม่พลาด รีวิวนี้จะให้คำตอบผ่านตัวอักษรและรูปถ่ายครับ J

Isfahan (اصفهان) หรือ Esfahan คือเมืองใหญ่อันดับที่ 3 ของประเทศอิหร่าน รองจาก Tehran และ Mashhad ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศและอยู่ทางทิศใต้ของกรุงเตหะรานห่างออกไปประมาณ 440 กิโลเมตร

อิสฟาฮานเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีอายุร่วม 1,800 ปี ตั้งแต่ยุคราชวงศ์ซาซาเนียน (Sasanian) และเคยเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิเปอร์เซียระหว่างปีค.ศ. 1587-1749 ในสมัยราชวงศ์ซาฟาวิด (Safavid) ปกครอง อดีตเมืองหลวงแห่งนี้เคยรุ่งเรืองสูงสุดในศตวรรษที่ 16 จนได้รับคำกล่าวขานว่า “Esfahān nesf-e- jahān ast” หรือ “Isfahan is half of the world” ที่แปลว่า อิสฟาฮานคือครึ่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว

เมืองอิสฟาฮานแบ่งเขตเมืองเป็นฝั่งเหนือแม่น้ำซายันเดหรือ Zāyandé-Rūd (زاینده رود) ซึ่งเป็นเขตเมืองเก่า และฝั่งใต้แม่น้ำซึ่งเป็นเขตเมืองใหม่

หาแผนที่ภาพรวมที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดแค่นี้ครับ 55

ปัจจุบันเมืองนี้คือเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของอิหร่านที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง โดยเขตประวัติศาสตร์ของ อิสฟาฮานได้รับการขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกเมื่อค.ศ. 1979 ด้วย

จากกรุงเตหะรานสามารถเดินทางมายังอิสฟาฮานได้โดยรถไฟกลางคืน รถบัส และเครื่องบิน

รถไฟกลางคืนเป็นแบบตู้นอน 6 เตียง ค่าตั๋วรถไฟประมาณ 240,000 IRR หรือ Rial (ประมาณ 240 บาท) ไปที่สถานีรถไฟ Esfahan ซึ่งอยู่ไกลจาก Maidān-e Naqsh-e Jahān (Imam Square) หรือจัตุรัสกลางเมืองเก่าอิสฟาฮานประมาณ 15 กิโลเมตร ต้องนั่งรถเมล์สาย 37 (ตั๋วรถเมล์ราคา 5,000 IRR หรือ 5 บาท) ไปที่สถานีรถบัส Soffeh bus terminal (ترمینال صفه;) แล้วต่อรถเมล์สาย 91 เข้าไปยังศูนย์กลางเมือง

ข้อมูลตารางเวลาและค่าตั๋วรถไฟของอิหร่านไม่ชัดเจนครับ ลองศึกษาได้จาก www.rai.ir/index.aspx?lang=2&sub=0

รถบัสเป็นวิธีการที่สะดวกแต่ก็ใช้เวลาเดินทางนานประมาณ 6 ชั่วโมง รถบัสจะไปจอดที่สถานีรถบัส Kaveh terminal ทางทิศเหนือห่างจากศูนย์กลางเมืองอิสฟาฮานประมาณ 7 กิโลเมตร สามารถนั่งรถเมล์สาย 91 เข้าไปยังศูนย์กลางเมืองได้ ค่ารถบัสราคาถูกกว่ารถไฟเล็กน้อย

แต่ขอแนะนำให้เรียกแท็กซี่เข้าเมืองจะดีกว่าเพราะรถเมล์ไม่มีตัวเลขอารบิก ตัวเลขบนรถเป็นตัวอักษรภาษาฟาร์ซีล้วนๆ และอ่านย้อนหลังจากขวาไปซ้ายอาจทำให้สับสนหมายเลขรถ และอาจจะหลงทางเพราะไม่ทราบว่าควรลงที่ป้ายไหนด้วย ค่าแท็กซี่ก็ไม่แพงถ้าเทียบระยะทางแล้วก็พอๆ กับการนั่งแท็กซี่ในกรุงเทพฯ ครับ

สถานีรถไฟและสถานีรถบัสใต้ของกรุงเตหะรานที่ใช้ขึ้นรถไฟหรือรถบัสไปเมืองอิสฟาฮานอยู่ทางทิศใต้ของตัวเมืองเตหะราน ห่างกันประมาณ 3 กิโลเมตร ตามพิกัดนี้ครับ

ดูข้อมูลของ Tehran และแผนที่ต่างๆ ประกอบได้จากรีวิวนี้ครับ

http://www.tieweng.com/tiew-eng-tehran-iran/

แต่เราใช้วิธีการบินเพราะใช้เวลาเดินทางเพียง 45 นาทีเท่านั้น แม้จะต้องเสียเวลาเดินทางไปสนามบิน Mehrabad 30-40 นาที และต้องไปถึงสนามบินก่อนเวลาเครื่องบินออกประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งก็ตาม

สนามบิน Mehrabad (فرودگاه مهرآباد) เคยใช้เป็นสนามบินนานาชาติของประเทศอิหร่านมาก่อน แต่ต่อมาได้มีการก่อสร้างสนามบินใหม่ให้ใหญ่โตและทันสมัยกว่า นั่นคือ สนามบินนานาชาติ Tehran Imam Khomeini (فرودگاه بین‌المللی امام خمینی) เมห์ราบัดจึงถูกใช้เป็นสนามบินภายในประเทศเท่านั้น

เส้นทาง Tehran-Isfahan มีหลายสายการบินให้เลือกทั้งสายการบิน เช่น Iran Air, Mahan Air, Taban Airline, Qeshm Air

เราบินโดย Iran Air สายการบินแห่งชาติของอิหร่านที่มีเวลาเดินทางเหมาะสม (แต่ละวันเวลาบินไม่ตรงกันนะครับ)

เครื่องบินอิหร่านล่าช้าเป็นเรื่องปกตินะครับ ต้องทำใจ จะเลตมากหรือเลตน้อยก็แล้วแต่ดวงครับ 55

อีก 45 นาทีต่อมาก็เดินทางถึง Farūdegāh-e Eşfahān (فرودگاه اصفهان‎‎) หรือสนามบินนานาชาติ Isfahan Shahid Beheshti แล้วครับ

สนามบิน Shahid Beheshti อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือห่างจาก Maidān-e Naqsh-e Jahān (Imam Square) หรือจัตุรัสกลางเมืองเก่าอิสฟาฮานประมาณ 30 กิโลเมตร

วิธีการเดินทางเข้าตัวเมืองอิสฟาฮานคือนั่งแท็กซี่ราคาเหมาจ่ายประมาณ 350,000 IRR หรือประมาณ 350 บาท สามารถขอแชร์กับผู้โดยสารคนอื่นที่ต้องการไปในเส้นทางเดียวกันได้ครับ ควรตกลงราคากับคนขับก่อนว่าเป็นราคาเปิดแอร์หรือไม่เปิดแอร์

สถานที่สำคัญที่สุดของเมืองอิสฟาฮานคือ Maidān-e Naqsh-e Jahān (میدان نقش جهان) หรือ Naqsh-e Jahan Square ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า Imam Square (میدان امام) จัตุรัสอิหม่ามสร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1602 โดยสถาปนิกนามว่า อาลี อัค บาร์ เป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างเพื่อใช้เป็นสถานที่สำคัญด้านกิจการทหารและเป็นสนามแข่งโปโลในสมัยก่อน เดิมทีจัตุรัสขนาดใหญ่ที่ถือเป็นศูนย์กลางของเมืองอิสฟาฮานแห่งนี้มีชื่อว่า Shah Square (میدان شاه) ถูกกล่าวว่าเป็นหนึ่งในจัตุรัสที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่กว้างใหญ่เกือบ 90,000 ตารางเมตร โดยกว้างประมาณ 160 เมตร และยาว 560 เมตร รายล้อมด้วยอาคารสถาปัตยกรรมที่ตบแต่งเป็นรูปโดมงดงามซึ่งเป็นผลงานของศิลปินและสถาปนิกในสมัยราชวงศ์ซาฟาวิดทั่วทุกทิศอันแสดงถึงรสนิยมอันสูงส่งของชาวเมืองและสะท้อนคุณค่าทางประวัติศาสตร์จนได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1979

ดูแผนที่บริเวณกลางเมืองประกอบนะครับ

สิ่งก่อสร้างรอบบริเวณจัตุรัสอิหม่ามที่โดดเด่น ได้แก่

Imam Mosque (مسجد امام) มัสยิดอิหม่ามหรืออีกชื่อหนึ่งคือ Shah Mosque (مسجد شاه) และ Jaame’ Abbasi Mosque หรือมัสยิดญามิอ์อับบาสที่เริ่มสร้างขึ้นทางทิศใต้ของจัตุรัสเมื่อปี ค.ศ. 1612 ในรัชสมัยของกษัตริย์ชาห์อับบาสที่ 1 มหาราช (Shah Abbas I) จนแล้วเสร็จสมบูรณ์ในอีก 26 ปีต่อมา

มัสยิดอิหม่ามเป็นสิ่งก่อสร้างที่สมบูรณ์แบบและสวยงามมากในด้านรูปทรงและองค์ประกอบของตัวอาคาร มีโดมขนาดใหญ่ 2 ชั้น ชั้นนอกสูง 54 เมตร ชั้นในสูง 38 เมตร มีช่องว่างระหว่างชั้น 12 เมตร เพื่อผลในเรื่องระบบเสียงที่สามารถสะท้อนเสียงได้ไกล

มัสยิดที่ยิ่งใหญ่อลังการที่สุดในแผ่นดินเปอร์เซียแห่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของอิสฟาฮาน เป็นอัญมณีเลอค่าของศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบอิสลามเปอร์เซียและเป็นหนึ่งในผลงานศิลปกรรมชั้นเยี่ยมของโลก รวมถึงเป็นหลักฐานสะท้อนระดับของสังคมและวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ในยุคซาฟาวิดในด้านสถาปัตยกรรม

จ่ายค่าผ่านประตู 200,000 IRR หรือประมาณ 200 บาท และเดินชมส่วนต่างๆ ด้านในมัสยิดซึ่งประดับตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงินเทอร์คอยส์แทบทั้งหมด หอมินาเร็ตสูงใช้โองการอัลกุรอานจารึกประดับตกแต่งเป็นลวดลายอันวิจิตร

แต่ช่วงนี้เป็นช่วงเตรียมจัดงานวันอาชูรออ์ (Day of Ashura) ซึ่งแปลว่าวันที่ 10 เป็นวันไว้อาลัยอิหม่ามฮุสเซนผู้เป็นหลานตาศาสนทูตมูฮัมมัดซึ่งถูกสังหารในสงครามที่เรียกว่า Battle of Karbala เมื่อวันที่ 10 มุฮัรรอม (หรือที่คนไทยรู้จักกันว่ามะหะหร่ำ) ฮ.ศ. 61 ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 1223 (ค.ศ. 680) เดือนตุลาคมจึงถือเป็นเดือนแรกของปฏิทินฮิจญ์เราะฮ์หรือปฏิทินอิสลามและเป็นเดือนที่มุสลิมชีอะฮ์ไว้อาลัยต่ออิหม่ามฮุสเซน ที่ลานกว้างตรงกลางอาณาบริเวณของมัสยิมจึงเต็มไปด้วยเต๊นท์และวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างระเกะระกะทั่ว เลี่ยงถ่ายรูปมาได้แค่นี้ครับ

เดินเข้าไปใต้โดมที่เห็นอยู่นิดเดียวจากรูปข้างบน จุดนี้เป็นโถงกว้างซึ่งมีจุดที่จะเกิดเสียงสะท้อนก้องกังวานไปทั่วบริเวณเมื่อมีคนไปเปล่งเสียงตรงตำแหน่งนั้น

สิ่งก่อสร้างสำคัญแห่งที่ 2 คือ Sheykh Lotf Allah Mosque (مسجد شیخ لطف الله) หรือ Sheikh Lotfollah Mosque ซึ่งตั้งอยู่ทางขวามือเมื่อเดินออกจากมัสยิดอิหม่ามคืออยู่ทางทิศตะวันออกของจัตุรัสอิหม่ามนั่นเอง

มัสยิดชีคล็อตฟ์อัลเลาะห์เริ่มสร้างในปีเดียวกันกับจัตุรัสอิหม่ามโดยพระบัญชาของกษัตริย์ชาห์อับบาสที่ 1 เพื่อใช้เป็นมัสยิดเฉพาะของพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ มัสยิดแห่งนี้คืออีกหนึ่งผลงานชิ้นเอกของพระองค์ แม้จะเป็นมัสยิดที่มีขนาดไม่ใหญ่เท่ามัสยิดอิหม่าม แต่ก็มีรูปทรงและสัดส่วนที่งดงามลงตัว รวมถึงการตกแต่งทั้งภายนอกและภายในที่วิจิตรอลังการไม่แพ้มัสยิดอิหม่ามโดยประดับประดาด้วยกระเบื้องเคลือบสีสันสวยงามตามแบบศิลปะเปอร์เซีย เหตุนี้เองที่ทำให้ต้องใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 17 ปีกว่าจะสมบูรณ์แบบ

เสียเงิน 200,000 IRR เช่นกันเพื่อเข้าไปชมความงดงามและยิ่งใหญ่ของโดมขนาดมหึมาของมัสยิดแห่งนี้ครับ

ตรงข้ามกับมัสยิด Sheykh Lotf Allah (ทางทิศตะวันตกของจัตุรัสอิหม่าม) เป็นที่ตั้งของ Ali Qapu (عالی‌ قاپو) พระราชวังอาลีกาปูมีความหมายว่า Great Gate สร้างโดยรับสั่งของกษัตริย์ชาห์อับบาสที่ 1 เช่นกันในตอนต้นศตวรรษที่ 17 ตามผนังของพระราชวังมีภาพวาด fresco ฝีมือของ Reza Abbasi ศิลปินคนดังในท้องถิ่น แต่ผมไม่ได้เข้าชมด้านในครับ

ทางทิศเหนือของจัตุรัสอิหม่ามคือ Qeysarie (سردر قیصریه) หรือ Qeisarieh ประตูกัยชาริยะฮ์ซึ่งเป็นทางเข้าไปยังอาณาเขตของ Bazar Bozorg (بازار بزرگ) Grand Bazaar หรือที่รู้จักกันว่า Qeysarriyeh Bazaar (بازار قيصريه) หรือ Qeysarie bazaar (Soltani bazaar) ตลาดใหญ่ประจำเมืองซึ่งเป็นแหล่งการค้าหรูในสมัยซาฟาวิดแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ Kohneh Square (میدان عتيق) หรือ Old Square และมัสยิด Jāmeh

มองย้อนกลับไปก็เห็นมัสยิดอิหม่ามอยู่ไกลๆ

เดินเข้าไปในตลาดซึ่งมีสินค้าพื้นเมืองขายเพียบ เช่น พรม กระเป๋าผ้า เครื่องประดับ เครื่องเงิน เครื่องทองเหลือง กระเบื้องเคลือบ นาฬิกา แจกัน ของแต่งบ้านต่างๆ มีของกินพวกถั่ว ผลไม้แห้ง บ้างเหมือนกัน

เดินเล่นรอบๆ จัตุรัสอิหม่าม ดูของขายฝีมือดีตามร้านต่างๆ เพลินเลย แต่ไม่ได้ซื้อซักกะชิ้นครับ 555 ร้านค้าที่นี่รับเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ แต่เมื่อลองคำนวณแล้วจะแพงกว่าใช้เงิน Rial เล็กน้อย

กลางวันนี้รับประทานอาหารที่ร้าน Bastani ใกล้กับมัสยิมอิหม่าม ร้านนี้เป็นร้านอาหารพื้นเมืองที่ตกแต่งร้านยังกะพระราชวังเลยครับ

ซิกเนเจอร์เมนูคือไก่ซอสอินทผลัม รสชาติออกเปรี้ยวตามสไตล์อาหรับ กินกับข้าวเมล็ดแข็งๆ หน่อยของประเทศแถบอาหรับ แต่ก็อร่อยดีครับ

ออกจากจัตุรัสอิหม่ามทางด้านข้างพระราชวัง Ali Qapu (ประตูทิศตะวันตก) เข้าถนน Saadi ซึ่งมีร้าน Sara Carpet ร้านพรมแฮนด์เมดที่คนทำพรมจะค่อยๆ ถักทอทีละเส้นๆ สร้างสรรค์ลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ละลายมีแค่ผืนเดียวเท่านั้น

ในส่วนของราคาหรอ! เท่าที่ลองถามดู ผืนเล็กเท่าผ้ารองจานก็ 250 ดอลลาร์สหรัฐฯ เอง ผืนที่ราคาสูงมากๆ คำนวณออกมาก็หลักล้านบาทอ่ะ ราคาจะแพงขนาดไหนขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ เช่น ขนวูล ไหม และลวดลายของพรมซึ่งทำให้ต้องใช้ระยะเวลาในการทำนานแตกต่างกันไป

อย่างผืนนี้ราคาเบาๆ น่านั่งนอนเล่น 13,000 ดอลลาร์ กว่า 450,000 บาทเอง ซื้อกลับไปรองโซฟาห้องดูทีวีที่บ้านได้สบาย 555

สถานที่ต่อไปในบริเวณเมืองเก่าของอิสฟาฮานที่จะไปก็คือ Masjid-e-Jāmeh (مسجد جامع اصفهان) Jāmeh Mosque หรือ Jame’ Mosque ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจัตุรัสอิหม่ามไกลออกไปราว 2 กิโลเมตร

สามารถเดินไปได้แต่เส้นทางค่อนข้างน่าหลง วิธีการที่ดีที่สุดคือนั่งแท็กซี่ไปครับ ถ้านั่งรถเมล์จะไปลงใต้สะพานแล้วต้องหาทางเดินขึ้นไปที่มัสยิดอีก อาจจะงงได้ รถเมล์ไม่มีเบอร์เป็นตัวเลขอารบิกด้วย จะขึ้นถูกเบอร์ได้ยังไง!? 55

เดินผ่านประตูทางเข้ามัสยิดที่เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 09.00-11.00 น. และ 13.00-16.00 น. ค่าเข้าชมราคา 200,000 IRR เหมือนกัน

มัสยิดจาเมสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 โดยกษัตริย์ของราชวงศ์ อัล อี บูเยห์ และได้ขยายให้ใหญ่ขึ้นในปีค.ศ. 1324-1365 นับเป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดของอิสฟาฮานและเป็นสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นของอิหร่านด้วยหอมินาเร็ตคู่ที่สูงที่สุด ภายในตกแต่งอย่างสวยงามในสถาปัตยกรรมแบบเปอร์เซีย มัสยิดแห่งนี้ยังคงใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอิสลามมาจนทุกวันนี้

มาเที่ยวช่วงเดือนตุลานี่มืดเร็วเหมือนกัน ยังไม่ 6 โมงเย็นก็เริ่มมืดแล้วครับ

ก่อนเข้าโรงแรม ขอรับประทานมื้อเย็นที่ร้าน Malek Soltan Jarchi Bashi อีกหนึ่งร้านดังของอิสฟาฮาน ที่ตั้งอธิบายยากนิดนึง อยู่ในซอยแคบๆ ไม่ไกลจากประตู Qeysarie และ Bazar Bozorg (Grand Bazaar) search google หาได้เลยครับ

ร้านตกแต่งอย่างสวยงามอลังการตามแบบฉบับเปอร์เซีย บรรยากาศดี เก๋ๆ น่านั่งมากๆ ครับ

เมนูมีแต่ตัวอักษรภาษาฟาร์ซี เย่! แล้วจะสั่งยังไงเนี่ย??

สุดท้ายได้จานเบ้อเริ่มนี้มาครับ นี่คือสำหรับกินคนเดียวนะ..พูดเลอ ดื่มเบียร์ไม่มีแอลกอฮอล์ตามกฎของศาสนาอิสลามควบคู่ไปด้วย บ่องตงรสชาติเหมือนเบียร์ปลอมยังไงไม่รู้ครับ 55

ซัดจนหมดจาน อิ่มสุดๆ ไปเลยครับ

ได้เวลาพักผ่อนเข้าเช็คอินที่โรงแรม Kowsar ซึ่งอยู่ทางฝั่งใต้ของแม่น้ำซายันเดใกล้กับ Si-o-seh pol (سی وسه پل‎‎‎‎) สะพานข้ามแม่น้ำที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง ห่างจากจัตุรัสอิหม่ามประมาณ 3 กิโลเมตร

ตอนนี้มืดค่ำแล้ว เอาไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยออกไปเดินเล่นที่สะพานกัน

แต่อิสฟาฮานยังมีอีกหนึ่งสะพานซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์คและสัญลักษณ์ของเมือง นั่นก็คือ Pol-e Khāju (پل خواجو) หรือ Khajoo (Khaju) Bridge ซึ่งอยู่ห่างจากโรงแรมไปทางตะวันออกประมาณ 2 กิโลเมตร เดินเลียบริมแม่น้ำไปได้ครับ อากาศเย็นสบายแล้ว หรือจะเรียกแท็กซี่ไปก็ไม่แพง

สะพานคาจูคืออีกหนึ่งสถาปัตยกรรมที่สวยงามและมีความสำคัญของอิสฟาฮานมีอายุเก่าแก่ราว 360 ปี สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 โดยกษัตริย์ชาห์อับบาสที่ 2 (Soltan Mohammad Mirza) แห่งเปอร์เซีย ข้ามแม่น้ำซายันเด (Zāyandé-Rūd) เพื่อเชื่อมระหว่างเมืองอิสฟาฮานฝั่งเหนือและฝั่งใต้ที่จะไปยังเมือง Shiraz และเป็นเขื่อนขนาดย่อมกั้นแม่น้ำด้วย สะพานถูกออกแบบอย่างสวยงามตามสไตล์เปอร์เซีย สร้างเป็น 2 ชั้น โดดเด่นที่ซุ้มโค้งประตู มีความยาวประมาณ 132 เมตร กว้าง 12 เมตร

เวลาที่เหมาะสมสำหรับการมาเที่ยวที่สะพานนี้คือตอนโพล้เพล้ใกล้จะมืดจนถึงช่วงที่พระอาทิตย์ตกไปแล้วเพราะสะพานจะเปิดไฟ เมื่อถ่ายภาพสะพานที่เห็นแม่น้ำอยู่เบื้องล่างก็จะเห็นภาพเงาสะพานสะท้อนเป็นสีทองอยู่บนผิวน้ำซึ่งเป็นภาพไฮไลต์ของที่นี่เลยครับ แต่โชคไม่ดีที่ปีนี้น้ำแห้งขอดไม่มีซักหยดเดียวเลยเพราะหิมะที่ต้นแม่น้ำละลายน้อย ทางการจึงต้องเก็บกักน้ำไว้ใช้ในชีวิตประจำวันและใช้ในการทำเกษตรกรรม

เดินขึ้นไปบนสะพานซึ่งประดับตกแต่งอย่างงดงามด้วยผลงานสลักและวาดลวยลายอันวิจิตร

ชาวเมืองนิยมมาเดินเล่นและนั่งนอนพักผ่อนกันยามเย็นจนถึงดึกดื่นเที่ยงคืน ที่เห็นกลุ่มคนนั่งนอนใต้สะพานนั้นไม่ใช่พวกคนไร้บ้านนะครับ แต่พวกเค้ามาปูผ้านั่งนอนชิลล์ๆ กัน ผมอยู่ที่นี่จนถึง 5 ทุ่มก็ไม่รู้สึกว่าอันตรายเลยครับ

คนอิสฟาฮานอัธยาศัยไมตรีดีกว่าคนเตหะรานอีกครับ เดินไปไหนคนชอบทัก “หนีห่าว” และ “Where are you from?” เหมือนกัน 555 คนที่นี่ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวและชอบถ่ายรูปมากๆ ครับ โดยเฉพาะเด็กสาววัยรุ่น

เที่ยวทั้งวันจนดึกมากแล้ว วันนี้เดินเยอะมากๆ เลย ต้องขอตัวไปนอนพักให้เต็มอิ่มก่อนเที่ยวต่อพรุ่งนี้ครับ

เข้าสู่เช้าวันใหม่กันเลย

ก่อนอื่นขอแฮฟเบรคฟาสต์ที่โรงแรมให้เรียบร้อย ซึ่งก็เหมือนโรงแรมทั่วไปที่มีสลัด ขนมปัง ไข่ดาว แฮม เนื้อสัตว์ต่างๆ ที่ไม่ใช่เนื้อหมู ชา กาแฟ น้ำผลไม้ และที่สำคัญต้องมีแป้ง naan แผ่นใหญ่จนกินไม่หมดครับ

จากนั้นก็เริ่มต้นเที่ยวโดยเดินไปที่ริมแม่น้ำซายันเดเพื่อเดินเล่นที่ Si-o-seh pol (سی وسه پل‎‎‎‎) หรือชื่อทางการคือ Allāhverdi Khan Bridge (پل الله‌وردی‌خان‎‎) สะพานที่เก่าแก่และยาวที่สุดในบรรดา 11 สะพานของอิสฟาฮานซึ่งสร้างขึ้นในสมัยของชาห์อับบาสที่ 1 มีอายุกว่า 410 ปี และมีความยาวเกือบ 300 เมตร สะพานนี้ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าสะพาน 33 ประตูเพราะมีช่องประตูถึง 33 ช่องตลอดสองข้างของความยาวสะพาน

น้ำแล้งแห้งสนิทเลยครับ ไม่งั้นจะได้ภาพที่สวยงามกว่านี้

เดินเล่นบนสะพานครู่หนึ่งชมชีวิตชาวเมืองที่อาศัยสะพานคนข้ามแห่งนี้สัญจรข้ามแม่น้ำไปมา

แล้วก็ไปชมสะพาน Khaju อีกครั้งตอนเช้าซึ่งไม่สวยเท่าตอนกลางคืนครับ

ปิดท้ายการเที่ยวเมืองอิสฟาฮานที่พระราชวัง Chehelsotoon (چهل ستون‎‎) ซึ่งอยู่ห่างจากพระราชวัง Ali Qapu ที่ Maidān-e Naqsh-e Jahān หรือจัตุรัสอิหม่าม 300 เมตร และไกลจากสะพานคาจูทางแท็กซี่ประมาณ 5 กิโลเมตร

Chehelsotoon (چهل ستون‎‎) หรือบางทีก็เขียนว่า Chihil Sutun มีความหมายว่า Forty Columns พระราชวังแห่งนี้ได้รับสมญานามว่าพระราชวัง 40 เสา เนื่องจากเสาไม้สูงที่โถงด้านหน้าอาคารพระราชวังจำนวน 20 ต้นจะทอดเงาลงไปบนผืนน้ำในสระด้านหน้าให้เห็นอีก 20 ต้น รวมเป็น 40 ต้น

เสียค่าผ่านประตู 200,000 IRR แล้วเดินผ่านสวนสไตล์เปอร์เซียที่มีสระน้ำยาว 110 เมตรอยู่ตรงกลางไปยังอาคารพระราชวังซึ่งเป็นอาคารชั้นเดียวขนาดไม่ใหญ่โตนัก (จริงๆ ในอาณาบริเวณของพระราชวังมีอีกหลายอาคารแต่ทรุดโทรมและยังไม่ได้รับการปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑ์)

พระราชวังเชเฮลโซตุนสร้างขึ้นในสมัยกษัตริย์ชาห์อับบาสที่ 1 เมื่อปีค.ศ. 1614 และเสร็จสมบูรณ์ในยุคของชาห์ อับบาสที่ 2 ในปีค.ศ. 1647 เพื่อใช้เป็นสถานที่รับรองแขกบ้านแขกเมืองและจัดงานรื่นเริงต่างๆ โดยสร้างเลียนแบบสถาปัตยกรรมแบบ Achaemenid ซึ่งเป็นยุคแรกของเปอร์เซีย แต่ใช้เสาไม้ซีดาร์แทนเสาหิน

ตามผนังของห้องโถงด้านในอาคารพระราชวังมีภาพเขียนเฟรสโกขนาดใหญ่หลายภาพ แต่ละภาพบอกเล่าเรื่องราวในประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยจักรวรรดิเปอร์เซียโดยฝีมือศิลปินที่มีชื่อเสียงในยุคซาฟาวิด

จากนั้นก็เดินทางไปสนามบิน Isfahan Shahid Beheshti เพื่อขึ้นเครื่องบินของสายการบิน Iran Air ไฟลท์ IR 255 ซึ่งจะออกเดินทางกลับเตหะรานในเวลา 13.10 น. ขากลับนี้ใช้เวลา 45 นาทีเช่นเดิมก็ถึงสนามบินภายในประเทศ Tehran-Mehrabad

ขอขอบคุณสายการบินไทยที่สนับสนุนการเดินทางครั้งนี้
ขณะนี้สายการบินไทยได้เปิดเส้นทางบิน กรุงเทพฯ – เตหะราน สัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน ทุกวันอังคาร พฤหัส เสาร์ และ อาทิตย์

สำหรับผู้สนใจเดินทางไปประเทศอิหร่าน สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้ที่ www.thaiairways.com