ฮัลโหลล…รอบนี้เราจะพาไปแนะนำที่ๆ ไม่ไกลจากบ้านเรามากแถมไม่ต้องใช้วีซ่าด้วยนั่นคือญี่ปุ่นจ้า 55555 คุ้นหูคนไทยกันซะเหลือเกินนึกอะไรไม่ออกก็ฮ่องกง มาเก๊า เกาหลี และญีปุ่นนี่แหละ แต่ครั้งนี้ไม่มีเดินชิคๆ ช้อปปิ้ง กินซอฟท์ครีมละนะ เพราะจะพาไปไกลเลยที่เกาะทางตอนเหนือเกาะ Hokkaido ไม่ใช่ Sapporo ด้วย แต่จะไปเมือง Niseko Annupuri กันดีกว่า

แล้วทำไมต้องไปเมืองนี้?  เพราะเมืองนี้ขึ้นชื่อเหลือเกินเรื่องการเล่นสกี!  มันอาจจะเป็นกิจกรรมที่ไกลตัวสำหรับมนุษย์เมืองร้อนแบบเราแต่บอกเลยว่าไม่ต้องกลัวแล้วเมื่อ่านรีวิวนี้จบก็จะรู้ว่า ทักษะหรืออุปกรณ์ไม่ต้องแค่มีใจก็ไปได้เล้ยยย!!

เราเลือกเดินทางกับการบินไทยไปลงซัปโปโรก่อน ซึ่งสะดวกสบายมากสำหรับทริปนี้ เพราะการบินไทยบินตรงสู่ซัปโปโรทุกวัน วันละ 1 เที่ยวบิน TG 670 ซึ่งออกเดินทางกลางคืนประมาณ 5ทุ่มกว่าๆ ถึงซัปโปโรเช้าพอดี การบินไทยใช้เครื่องที่ได้รับการบำรุงรักษาอย่างดีทำให้รู้สึกอุ่นใจตลอดการเดินทาง 6ชั่วโมง 45นาที ระหว่างอยู่บนเครื่องถ้าใครนอนไม่หลับก็ดูหนัง ฟังเพลง ขอของว่างเบาๆ มารองท้องก็สบายไปอีก หรือใครอยากหลับ ตื่นเช้ามาก็ถึงซัปโปโรพอดี อย่าว่างั้นว่างี้นะอาหารการบินไทยเป็นอาหารบนเครื่องที่แจกฟรีและถูกปากเราที่สุดแล้ว ส่วนขากลับก็ไม่เหนื่อยเกินไปเพราะ TG 671 ออกตั้ง 10.30 น. ทำให้ไม่ต้องตื่นเช้าเกินไปแถมถึงไทยบ่ายแก่ๆก็ไปโซ้ยส้มตำปลาร้าที่ห่างหายไปหลายวันต่อได้ทันที

ภาพติดตาของใครหลายๆคน(รวมถึงเรา)พอพูดถึง สกี สโนวบอร์ด ก็นึกถึงว่าต้องเอาตัวเองไปเล่นที่สวิส ที่แคนนาดา หรือประเทศทางตะวันตกอื่นๆ พอเล่นที่เอเชียก็คิดว่า จะหนาวพอหรอ? หิมะไม่นุ่มหรอกมั้ง? เอเชียเนี่ยนะ? อะฟังทางนี้ก่อน คือ Niseko Annupuri นี่ถ้าเกิดว่าโยงเส้นในแนวนอนเนี่ยอยู่เขตความหนาวเดียวกับรัสเซียเลยนะ (อะหนาวพอยัง) และไม่พอเมื่อความหนาวระดับนี้ปะทะกับประเทศที่มีความชื้นสูงเพราะเป็นเกาะแบบญี่ปุ่นเมื่อมารวมตัวกัน บรู้มมมมมม!! กลายเป็นหิมะที่ได้ขึ้นชื่อว่า Powder Snow คือเนื้อหิมะแบบเกร็ดผงนิ่มฟูมีความละเอียดมากกว่าหิมะธรรมดา เป็นเหตุผลว่าควรมาเริ่มต้นเรียนที่นี่เพราะไม่ต้องกลัวล้ม จะล้มกี่ที ยังไงก็ฟิน ไม่มีทางเจ็บแน่นอน

Niseko อยู่ห่างจากเมืองหลวง Sapporo ประมาณ 3 ชั่วโมง โดยมีภูเขาลูกใหญ่อยู่ใจกลางชื่อว่า Niseko Annupuri เป็นเมืองที่เป็น Ski Village ล้วนๆรอบๆภูเขาก็มีลานสกี 4 แห่งกระจายตัวล้อมรอบภูเขาลูกนี้ประกอบไปด้วย Niseko Hanazono, Niseko Village, Niseko Annupuri และส่วนที่เราไปครั้งนี้คือ Niseko Grand Hirafu ที่นี่เป็นย่านที่คึกคักที่สุดทั้งในส่วนของลานสกี เพราะมีลิฟต์ให้บริการจำนวนมากที่สุด และร้านอาหาร บาร์กว่า 200 ร้านแซ่บๆทั้งนั้นและจุดเด่นอีกอย่างนึงคือ เมืองนี้สามารถมองเห็น Mt. Youtei หรือ ฟูจิซัง แห่งเกาะฮอกไกโดซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว ตั้งตระหง่านคอยเผยโฉมให้เราได้เห็นกันเป็นพักๆ แล้วแต่อารมณ์ของนาง555 เรียกได้ว่าไถไป มองวิวไปด้วยฟินโคตรๆ ถ้าเน้นที่ความสะดวกสบายแบบเล่นสกีเสร็จ เดินไปหาอะไรอร่อยกินกันชิคๆก็แนะนำให้มาพักในย่าน Grand Hirafu นี่แหละ

เอาหละมาถึงปุ๊ป….กลับรู้สึกว่า เห้ยย…เราอยู่ญี่ปุ่นจริงๆหรอ เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็มีแต่ผมทอง ตัวขาวๆตาสีฟ้าเดินว่อนกันทั่วเมือง ใช่!! เกินครึ่งของคนที่อยู่ที่นี่เป็นชาวตะวันตก ออสซี่บ้าง แคนาดาบ้าง เพราะฉะนั้นพับหนังสือคู่มือสื่อสารภาษาญี่ปุ่นไปได้เลย เพราะที่นี่ใช้ภาษาอังกฤษล้วนๆ สะดวกมากๆ

เรามาพักที่โรงแรม Ki Niseko เพราะความดีงาม 3 อย่างที่เราได้ยินมาเกี่ยวกับที่นี่คือ

  1. เห็นวิว Mt. Youtei ชัดเจนจะตื่นจะหลับก็เห็นยอดเขาฟูจิน้อยอยู่ตรงหน้า
  2. มี Onsen เล่นมาเหนื่อยๆเมื่อยตัวมาแช่น้ำได้ทั้งคืนได้ไม่จำกัด ยังไม่พอมันยังเป็น Onsen of beauty แช่แล้วผิวสวยด้วยนะฮ้า
  3. มี Ski-in Ski-out คืออะไรอะ? ง่ายๆ เลยโรงแรมอยู่ปากทางเข้าลานสกี สไลด์ยาวๆลงมาเข้าประตูโรงแรมฝากของเดินขึ้นห้องได้เลยไม่ต้องเหนื่อยแบกอุปกรณ์ขึ้นรถบัสให้วุ่นวาย

มาถึงก็เช็คอิน “พนักงานถามว่าฝากอุปกรณ์สกีไว้เลยมั้ยคะ ?” 5555 จะตอบไงดีให้ไม่เหมือนเหมือนเล่นมุก คือหนูไม่มีอะไรมาเลยค่ะพี่จะฝากอะไรดีอะ พี่แกขำแล้วบอกว่าไม่เป็นไร…เดินไปกลาง Niseko Grand Hirafu มีร้านเช่าอุปกรณ์เพียบ! เราทำตามคำแนะนำนั่ง Shuttle มากลางเมืองเดินวนรอบๆ มีหลายร้านทั้งขาย มือ 1 มือ 2 แต่เราเราเลือกมาลงที่ร้านนี้ร้านที่ใหญ่ที่สุดกลางเมือง

เข้าไปในร้านปุ้ปขยี้ตากี่ทีก็ไม่อยากเชื่อว่าตัวเองอยู่ญี่ปุ่น เพราะพนักงานที่นี่หัวทองล้วนๆแถมไม่พอมีความน่ารักที่หัวทองที่นี่พยายามพูดภาษาญี่ปุ่น!! 555 เป็น East Meet West ที่ลงตัวแบบน่ารักๆ ได้แต่บอกว่าไม่เป็นไรพูดภาษาอังกฤษเถอะเราเป็นคนไทย เดินตรงไปที่เคาท์เตอร์บอกพนักงานผมทองว่าเราจะเช่าอะไร สกีหรือ สโนวบอร์ด สำหรับเรายังไงก็ขอเป็นสโนวบอร์ดละกัน (ความเห็นส่วนตัวคือ สกี มีไม้ท้าวยุ่งเหยิงไปหมด กลัวถ้าล้มแล้วกลัวทิ่มตัวเอง(มันใช่หรอ?555) แต่สำหรับบางคนก็บอกว่าสกีง่ายกว่าเยอะ จริงแล้วเหตุผลสำคัญเลยคือ สโนวบอร์ดมันเท่กว่าอะ) บอกชื่อแล้วจะมีพนักงานเราประกบเราไปเรื่อยๆ เริ่มจากวัดไซส์เลือกบูท เลือกหมวกกันน๊อค เสร็จปุ้ป เดินขึ้นชั้น 2 ไปเลือกบอร์ดกัน

ระหว่างรอเราก็เดินช้อปปิ้งไปรอบๆร้าน โอ้ยยยย เห็นแล้วก็ได้แต่คิดว่าเอ๊…เมื่อไหร่ดอยสุเทพจะมีหิมะบ้างน้ออ จะหิ้วบอร์ดโบกสี่ล้อแดงไปไหว้ครูบาศรีวิชัยทุกวันเลย ร้านนี้อุปกรณ์เยอะทั้งแว่นทั้งแจ็คเก็ต ทั้งบอร์ด ทั้งสกีลายคูลๆทั้งนั้น ที่สำคัญทั้งลูกค้าทั้งพนักงานน่ากินทุกคนเลยอ่าาาา อยากมาอยู่เล่นนานๆ เป็นแคทดี้ถือบอร์ดให้ก็ได้555

จริงๆ มีอีกร้านนึงที่ฮอตเพราะพนักงานหล่อและอุปกรณ์เยอะไม่แพ้กันคือ ร้าน Beats ร้านขายอุปกรณ์สกีและสโนวบอร์ดซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครือของ Rhythm สะดวกร้านไหนก็ลองไปเลือกดูได้นะ ความแตกต่างของ 2 ร้านนี้คือ Rhythm เป็นร้านเช่าอุปกรณ์ส่วนถ้าใครมาแล้วติดใจแบบอยากมาอีกบ่อยๆ เลยตัดสินใจซื้อไว้ก็ไปที่ร้าน Beats เลยเพราะขายอุปกรณ์โดยเฉพาะ

นี้อร่อยมาก Gluten Free Brownie

เมื่อท้องอิ่มอาหารย่อยก็ได้เวลาเเอดเวนเจอร์กัน แต่เอะอะจะเริ่มเล่นเองก็กลัวจะหัวแตก ปากเปิด เอาเป็นว่าจ้างครูมาเทรนพอให้เริ่มต้นเป็นถูกต้องตามหลักการดีกว่าเนอะและที่ลานสกีจะมีโรงเรียนสกีอยู่หนึ่งแห่งชื่อ GoSnow ติดต่อจองไว้ล่วงหน้า 1 วันและนี่ก็คือครูของเรา..

แถ่น แท๊นนน…พี่ฌอนสุดหล่อชาวออสซี่(ที่มารู้ทีหลังว่าเป็นน้องอายุ 20 เอง) อุปกรณ์พร้อมฌอนพร้อม เราก็พร้อมแล้วไปกันเลย! พวกเราเดินตามฌอนไปสู่ Baby Hill เนินเล็กๆ สำหรับฝึกหัดถ้าเป็นสระว่ายน้ำก็เป็นสระเด็ก และก็จริงๆ พวกเรารายล้อมไปด้วยเด็กๆ ที่พอเห็นเด็กๆ แล้วก็นึกว่า โหยยยย…หนูเอ้ยยยย เล่นกันเกรงใจป้าด้วย ไถลงกันคล่องแคล่ว รู้มั้ยผู้ใหญ่เค้าอาย แต่ก็ดีถือว่าเป็นแรงบันดาลใจ หนูๆพวกนี้ทำได้ เราก็ต้องทำได้ เอ้า ฮึ้ป!! ลุกค่ะ!!

นี่…เหมือนในอะลาดินเลย สิ่งนี้เรียกว่า Magic Carpet เป็นเหมือนทางเลื่อนขึ้นเนินสำหรับนักเรียนมือใหม่จอมขี้เกียจแบบพวกเรา555

ถึงแม้เราที่เคยเล่นมาแล้วก่อนหน้านี้แต่มันช่างเนินนานมามากกว่า 5 ปี ทำให้ได้รู้ว่าเป็นการเล่นมั่วๆเองแบบงูๆปลาๆคราวนี้ได้เรียนแบบมีครูสอนทำให้ทำท่าได้ถูกต้องไปทีละสเต็ป มันเล่นได้ดีกว่าจริงๆคือเราพัฒนาจาก Falling Leaves มาเป็น S Curve ได้ในวันเดียว!! ที่ก่อนหน้านี้ล้มลุกคลุกคลานแทบตาย! (จริงๆแล้วความสำคัญคือการจับทริคนิดเดียวที่ควรมี ครูแนะแป๊ปเดียวได้เลย) อ้อลืมบอกไปว่าถ้าใครอยากเล่น Magic Carpet ที่ Grand Hirafu มีแค่ GoSnow เจ้าเดียวที่มีให้บริการนะสะดวกสบายสำหรับมือใหม่เล่นสกี/สโนวบอร์ดเลยหล่ะ

ซึ่งนอกจากเล่นสกี หรือ สโนวบอร์ดแล้วรอบๆเมือง Niseko ยังมีกีฬาหน้าหนาวให้เราเล่นเพียบ!!! มาที่เดียวเอาให้คุ้มกลับไปให้เป็นโรคกลัวน้ำเเข็งใสไปเลย555

Snowmobile: ท้องทะเลมีเจ็ทสกีฉันใด ภูเขาหิมะก็มี Snowmobileฉันนั้น ใช่มันเป็นเหมือนพาหนะที่ให้เราได้ควบขี่สำรวจตรวจตราได้โดยรอบ พวกเราขี่Snowmobile ผ่านภูเขาหลายลูกเพื่อไปชมความงดงามของจุดสูงสุด บอกเลยว่าสวยมากกกก ทุกอย่างขาวจั๊วะ ขาวยิ่งกว่าจั๊กแร้ของวุ้นเส้นที่ขายของในไอจีแล้วไม่รู้ว่าจริงๆ ใช้ตัวไหนถึงขาวได้ขนาดนี้ แล้วคือเห็นวิวเมืองโดยรอบ ที่บอกเลยว่าให้เดินคือไม่ไหวค่ะ ขนาดขับSnowmobile ยัง 45 นาทีเลย

Snowshoes : สำหรับใครที่อยากสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดถนัดการเดินที่นี่ก็สามารถเช่าหา Snowshoes หรือรองเท้าสำหรับลุยหิมะ ที่สามารถพาเราเดินอยู่เหนือหิมะหนาหลายนิ้วได้โดยที่ตัวเราไม่จมลงไปรอบนี้เราไปเล่น Snowshoes กับ “NAC” หรือ Niseko Adventure Centre สะดวกสบาย ไกด์น่ารักตามสไตล์ญี่ปุ่นจากนั้นเราเดินไปถึงทะเลสาบที่ตอนนี้ปกคลุมไปด้วยหิมะแต่พอถึงหน้าร้อนเราจะเห็นรูปทรงของทะเลสาบเป็นทรงพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวชัดเจนซึ่งจริงๆแล้วเราสามารถเดินลงไปได้ถึงก้นทะเลสาบแต่บังเอิญวันนั้นฟ้าฝนไม่เป็นใจเกิดมีหิมะตกลงมานิดหน่อยทำให้เราไม่สามารถลงไปจนสุดได้แต่มองจากวิวด้านบนก็สวยคุ้มค่าที่เหนื่อยเดินเท้าเข้ามาแล้ว

Eats

สำหรับเมือง Niseko นั้นบอกไปตั้งแต่แรกแล้วว่าเป็นเหมือนเมืองลูกครึ่ง เป็นคนก็คงผิวเหลืองแต่ตาสีฟ้า เรื่องอาหารการกินก็ไม่ต้องห่วง ตามหาญี่ปุ่นจ๋า อิรัจชัยมาเสะ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ในขณะเดียวกันจะกินหรู ฟูลคอร์สแบบตะวันตกก็มีให้เลือกสรรเพียบนี่เลยมาลองยกตัวอย่างอาหารที่ได้ไปกินมา ทั้งหรั่ง ทั้งยุ่น เอาเป็นว่าอิ่มหนำสำราญกันเลยเข้ามาเลือกจดชื่อมาร์คจุดกันได้ตามสบายเลยจ้า

พิกัด : Tozanken downtown Grand Hirafu

ร้านนี้ทีเด็ดเลยคือราเม็ง ข้างนอกหนาวๆความฟินคือการหาราเมงร้อนๆซดให้โล่งคอ คือหิวมากจนลืมถ่ายราเม็ง แต่ทีเด็ดอีกอย่างที่ไม่แพ้กันก็คือของกินเล่นแบบชีสก้อน และข้าวหน้าหมูที่เราสั่งราดหน้าด้วยข้าวผัด

พิกัด : Jojo’s Cafe and Bar

ไอเท็มที่ต้องสั่งคือเบอร์เกอร์ยักษ์ ไอเท็มหลักของร้าน

ตัวร้านมีความเก๋ตรงที่นอกจากอาหารจะอร่อยแล้วยังมีอาหารตาเป็นหน้าผาจำลอง ที่จะมีหนุ่มๆ ปีนผ่านมาเซย์ไฮ โชว์กล้ามเป็นพักๆ เป็นเอนเตอร์เทนเมนท์ให้เราเจริญอาหารยิ่งขึ้น 5555 โอยยยย เห็นแล้วแบบไม่อยากกินข้าวอยากกินเค้าแทน ย่อยยากกว่าแต่ก็อยากลอง

พิกัด : Niseko Ramen

Potato Ramen ความแปลกใหม่ของโฟมรสมันฝรั่งหนาๆ หอม นุ่ม อร่อยแบบไม่เคยลองที่ไหนมาก่อน

พิกัด : AN Dining

ร้านอาหารภายในโรงแรม Ki Niseko ที่เราไปพักไม่ได้เป็นร้านอาหารตามโรงแรมทั่วๆไปแต่ไม่ว่าใครที่มาที่เมือง Niseko ร้าน AN Diningจะเป็นร้านที่ทุกคนจะต้องมาร์คจุดมากิน ที่นี่เสิร์ฟอาหารฟิวชั่นญี่ปุ่นและตะวันตก

รองท้องด้วย สาเก 3 ช็อต 555

พิกัด : The Barn

เป็นร้านอาหารแบบ Fine Dining แบบหรูสุดๆ เหมาะสำหรับใครที่ไปกับพ่อแม่ หรือ พาแฟนไปฮันนีมูนบรรยากาศใต้แสงเทียน หลายๆคู่รักก็โรแมนติกไปอีกจะแอบหอมแอบกอดกันก็ไม่มีใครเห็น ชิ!!! แต่คนโสดอย่างเราก็ไม่สน กินให้ฟิน!! เรื่องอื่นช่างมัน!!! 5555

พิกัด : Lava Lounge

ส่วนใครที่มากับแก๊งเพื่อน ที่นี่แนะนำเลยร้านพิซซ่าบรรยากาศชิวๆเพื่อนฝูงคุยกันเสียงดังจิบเบียร์เฮฮาได้เต็มที่ พิซซ่าที่นี่จานใหญ่กว่าบ้านเราสองเท่าเวลาสั่งก็อาจจะต้องยับยั้งความละโมบไว้ด้วยเพราะเดี๋ยวจะกินไม่หมดเอา

พิกัด Le Cochon

ร้านอาหารสไตล์ฝรั่งเศส ที่ทีเด็ดของเค้าคือซี่โครงหมูที่เรายอมรับเลยว่าเด็ดจริงๆใช้มีดสะกิดนิดเดียวคือร่อนออกมาจากกระดูกเห็นแล้วแบบ เห้ยยยย อะไรจะขนาดนั้น นุ่มอย่างกับทิชชู่พันช้อน!!

อื่มมม…เวลาเราเลือกที่จะทำอะไรแล้วก็ต้องทำให้สุด เหมือนกันถ้าคิดอยากจะเล่น สกีหรือสโนวบอร์ดให้เป็นนั้นจะมาเล่นสองวันพอสวยอัพรูปลงไอจีเราว่าไม่พอ เหมือนฝรั่งส่วนใหญ่ที่มาที่นี่มากันทีเหมือนจะย้ายที่อยู่สำมะโนครัวกันใหม่ หอบลูกหอบหลานมากันหมดที่พักของที่นี่จึงมีหลายแบบให้เลือกจะอยู่สวยๆเเบบแรกก็มีโรงแรมหลายแห่ง หรือจะมาเช่าบ้านอยู่กันทั้งซีซั่นก็ราคาไม่น่าเกลียดเอาเป็นว่าถ้าเช่าคอนโดสุขุมวิทได้ ก็อยู่ที่นี่ได้เหมือนกันแล้วบ้านที่นี่คือออกแบบดีมีดีเทลไม่ทิ้งคอนเซ็ปตามสไตล์พี่ยุ่นเค้า เอาเป็นว่าอยู่สบายบางที่แจ่มๆเห็นวิว Mt.Youtei ด้วยนะ หู้ยยยยยย ถ้ามีแฟนนะจะพามานอนผลิต Niseko น้อยสักคนถ้ามีสองคนอีกคนก็ชื่อน้องซัปโปโรอะไรอย่างงี้ก็โอเค

บางคนไปกับเพื่อน บางคนไปกับพ่อแม่ พาญาติผู้ใหญ่หรือเด็กไปลองเข้าไปเช็คที่พักได้ในเว็บไซต์ต่างๆที่มีบ้านให้เช่ารูปแบบต่างๆ หรือมีทั้งบ้านและคอนโดอยู่กันได้ตั้งแต่ 2 คนไปจนถึง 20 คน

การเตรียมตัวเพื่อไปเที่ยวปลายปีที่ดีที่สุดคือการเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ไปเที่ยวช่วงเทศกาลอาจจะทำให้หงอยลงไปบ้าง จองไม่ทันก็ได้ที่พักไกลก็เหนื่อยลาก หรือไม่ก็ต้องควักจ่ายกระเป๋าฉีก ยิ่งถ้าจะเที่ยวต่างประเทศก็ต้องรีบหาข้อมูล ใครจะว่าเว่อร์ก็ช่าง แต่รู้ตัวก่อนเตรียมตัวก่อนรับรองว่ายังไงก็ถูกกว่าเตรียมตัวแบบกระชั้นชิดแน่นอน คำถามก็คือจะไปหนาวที่ไหนกันดีปลายปีนี้? เชียงใหม่ เชียงรายก็ไปจนเบื่อแถมไม่พอเดี๋ยวนี้อากาศวิปริตอย่างปีที่แล้วเจอดันเจอเชียงใหม่แบบร้อนซะงั้น!??! เดินนิมมานแบบเหงื่อตกหน้าเมือกรองพื้นลอกไปอีก ปีนี้อย่าให้พลาดวางแผนกันใหม่เอาหนาวระดับหิมะ ระดับขาวโพลน ปากแดง หน้าแน่น ให้นิเซโกะแตกกระจาย

Have Fun in the Snow!!!