ฮอกไกโดที่รัก..ท่องดินแดนหิมะแสนสงบอบอุ่นใจ ตอนที่ 1 “Noboribetsu” เมืองแห่งสุดยอดออนเซ็นธรรมชาติ

1

จะว่าไปเราก็คงจะเหมือนกับหลายๆ คนที่เคยไปญี่ปุ่นมาหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ยังวนเวียนอยู่ในพื้นที่ระหว่างโตเกียวและโอซาก้า แถมไปกี่ครั้งก็อยากขออยู่ต่อเลยได้ไหมไปซะทุกครั้ง อาจด้วยความที่เป็นประเทศในทวีปเอเชียด้วยกันจึงรู้สึกอุ่นใจกับมารยาทการปฏิบัติตัวที่ไม่เสรีนิยมจนเกินไปแบบประเทศตะวันตก เมืองที่เป็นระเบียบเรียบร้อย อาหารอร่อยถูกปาก และของซื้อของขายนานาชนิดที่มากี่ครั้งก็ชมกันไม่หมดเสียที

ครั้งนี้เราจึงลองมาเยี่ยมเยียนเกาะฮอกไกโดดูบ้าง ไม่ใช่เพราะเบื่อโตเกียวนะ แต่เราอยากจะชมอีกแง่มุมหนึ่งของ

ดินแดนที่เราหลงใหล แล้วบรรยากาศหนาวๆ แต่อบอุ่นใจของฮอกไกโดก็ทำให้เราตกหลุมรักญี่ปุ่นมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม

Hokkaido หรือฮอกไกโด คือเกาะใหญ่อันดับที่ 2 ของประเทศญี่ปุ่น (เกาะใหญ่ที่สุดคือเกาะฮอนชูซึ่งก็คือที่ตั้งของกรุงโตเกียว) อยู่ทางเหนือสุดของประเทศ เป็นสถานที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์มากๆ จึงเหมาะกับผู้ที่รักธรรมชาติสุดๆ สำหรับกิจกรรมนั้นมีตั้งแต่ระดับสบายๆ อย่างการแช่ออนเซ็นที่เมืองแหล่งกำเนิดซึ่งมีแร่ธาตุเข้มข้นไปจนถึงการเล่นสกีที่ว่ากันว่าเลิศที่สุดในเอเชีย

2

credit: www.japan-guide.com

 

เราวางแผนเที่ยวหลายเมืองบนเกาะฮอกไกโดคือ Noboribetsu, Hakodate, Niseko, Otaru และ Sapporo ตามลำดับ แต่ละเมืองต่างก็มีสไตล์ต่างกันทำให้ได้เปลี่ยนบรรยากาศหลายๆ แบบ ถ้าคิดว่าที่ไหนก็หิมะขาวๆ เหมือนกันล่ะก็ เราขอยืนยันว่าไม่ใช่! 😉

 

ส่วนอากาศก็ไม่หนาวเกินทนเพราะอยู่ทางใต้ของเกาะ เตรียมเครื่องแต่งกายไปให้พร้อมก็เที่ยวได้ไม่ลำบากร่างมากมาย ขอเน้นว่ารองเท้ากันลื่นและกันหนาวเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก เดี๋ยวจะหาว่าเราไม่เตือนนะ

 

สำหรับการเดินทางในครั้งนี้เราเลือกใช้บริการของสายการบินไทยเพราะเป็นเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ถึงฮอกไกโดเลย ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนเครื่อง แถมเที่ยวบิน TG 670 นี้ยังออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิในเวลา 23.55 น. และเดินทางถึงสนามบิน New Chitose (CTS) 08.20 น. เวลาที่ฮอกไกโด เราจึงไม่ต้องเสียเวลาอยู่บนเครื่องบินตอนกลางวันกว่า 6 ชั่วโมง นอนหลับสบายๆ บนเครื่องข้ามคืนจนถึงเช้าที่ญี่ปุ่นก็เที่ยวต่อได้ทั้งวันเลย และแน่นอนว่าขึ้นชื่อว่าการบินไทย เรื่องบริการอันยอดเยี่ยมจึงสบายใจหายห่วงตั้งแต่ตอนเช็คอินจนถึงจุดหมายปลายทาง

3

สำหรับการเดินทางเข้าเมือง Noboribetsu (登別市) นั้นแนะนำให้ขึ้น Limousine Bus ซึ่งทั้งสะดวกและมีราคาถูกกว่ารถไฟ JR มากๆ คือราคา 1,370 เยน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงพอๆ กัน ที่สำคัญคือไม่ต้องยกกระเป๋าที่อัดแน่นไปด้วยเครื่องแต่งกายให้ความอบอุ่นขึ้นๆ ลงๆ บันไดให้เปลืองแรง

 

ข้อมูลเพิ่มเติมการเดินทางจากสนามบิน New Chitose ไปยังเมืองต่างๆ ที่ New Chitose Airport transportation

4

วิวระหว่างทางขณะขึ้น Limousine Bus จากสนามบินถึงป้าย Noboribetsu Onsen

5

บรรยากาศในเมือง Noboribetsu

 

เมื่อรถ Limousine Bus พาเรามาถึงสถานี Noboribetsu Onsen  ด้วยความที่ยังไม่ถึงเวลาเช็คอินที่โรงแรมที่จองไว้บวกด้วยร่างกายที่เรียกร้องอยากจะสัมผัสอาหารญี่ปุ่นเต็มแก่ เราจึงตัดสินใจเดินไปฝากกระเป๋าที่โรงแรม Noboribetsu Manseikaku ซึ่งอยู่ห่างจากป้ายรถบัสเพียง 100 เมตร ก่อนที่จะให้คนของโรงแรมเรียกแท็กซี่เพื่อจะไปที่ร้านเนื้อย่าง-ซีฟู้ดที่ยังไม่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวนัก แต่ดีงามสุดๆ ชื่อร้านคือ Kitanoranputei

6

หน้าต่างบานใหญ่เปิดสู่วิวทะเลให้ลูกค้าได้ชมไปเพลินๆระหว่างรออาหาร

ถึงจะเคยเห็นในภาพแล้ว แต่บรรยากาศจริงนั้นดีเกินคาดมาก จะมีสักกี่ครั้งในชีวิตที่เราจะได้ทานเนื้อย่างริมทะเลกันล่ะ?

7

วิวทะเลและเพื่อนคู่ใจของเราในการเดินทางครั้งนี้

8

ช่วงเวลาที่น่าจดจำเช่นนี้ล่ะคือภาพที่อยากจะบันทึกไว้! เราจึงหยิบกล้อง Fujifilm Instax Mini 70 ที่จะช่วยบันทึกความทรงจำได้อย่างแสนพิเศษกว่ากล้องดิจิตัลทั่วๆ ไป โดยเลือกโหมด Landscape เพื่อเก็บบรรยากาศจากด้านในร้าน

9

เสน่ห์ของภาพจาก Instant Camera คืออารมณ์ที่หาไม่ได้จากกล้องดิจิตัล โดยกล้องรุ่นใหม่ๆ ของ Fujifilm อย่าง Instax Mini 70 นี้ได้พัฒนาให้มีขนาดเล็ก พกพาสะดวก แถมยังสามารถปรับแสงแบบอัตโนมัติ (Automatic Exposure Control) ซึ่งก็คือการปรับความเร็วชัตเตอร์และแฟลชให้เหมาะกับสภาพแสงที่ถ่าย แถมด้วยฟังก์ชั่นโปรดของเราคือโหมดเซลฟี่อัจฉริยะบวกกับกระจกจิ๋วด้านหน้าเลนส์ที่ทำให้สามารถถ่ายเซลฟี่ได้อย่างไร้ความผิดพลาดและคมชัด

ทริปนี้เราจึงได้รูปดีๆ จากกล้อง Instax Mini 70 เพียบเลย

 

เมื่อถ่ายรูปกันจนเริ่มท้องร้อง เราจึงเริ่มดูเมนูซึ่งมีให้เลือก 2 สไตล์ด้วยกันคือซีฟู้ดและเนื้อชื่อดังของแถบนี้ ซึ่งแนะนำว่าถ้าได้มา ขอให้ลองชิมให้หมด! เพราะทั้งคู่เด็ดไปคนละแบบ วิธีสั่งก็แค่บอกพนักงานว่าแต่ละคนอยากทานซีฟู้ดหรือเนื้อ หรือทั้งสองอย่าง แล้วพนักงานก็จะจัดเป็นเซ็ตมาให้สำหรับแต่ละคน ครั้งนี้เสียไปหัวละประมาณ 3,000 เยน ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่ากับคุณภาพมาก

10

เริ่มกันที่ชุดพิเศษ มีทั้งซีฟู้ดและเนื้อชั้นดี

11

เนื้อวัวชั้นเลิศของแถบฮอกไกโด

12

โฮตาเตะย่างเนยที่สั่งมาเพิ่มทีหลังเพราะติดใจในความหวาน

 

Kitanoranputei (北のランプ亭)

ร้านคิตะโนะรันปุเตอิเปิดตั้งแต่ 11.30-15.00 น. และ 17.00-22.00 น. ยกเว้นวันอาทิตย์เปิด 11.30-22.00 น. ปิดทุกวันพุธ

โทร. +81 144-87-6777

พิกัด: Kitanoranputei

การเดินทาง: นั่งแท็กซี่ประมาณ 15 นาทีจากสถานีรถบัส Noboribetsu Onsen (ราคาประมาณ 3,000 เยน)

 

จากนั้นนั่งแท็กซี่กลับไปตั้งต้นที่โรงแรมเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมเผชิญความหนาวเหน็บของฮอกไกโด โดยเป้าหมายใน

วันนี้มี 2 ที่คือ “หุบเขานรก” หรือ จิโกคุ-ดานิ (Jigoku-dani) แหล่งกำเนิดน้ำแร่ และ สวนหมีโนโบริเบตสึ (Noboribetsu Bear Park) ทั้งสองที่อยู่กลางแจ้งต้องรับลมหนาวยะเยือกแบบเต็มๆ แน่นอน

 

นี่คือห้องพักแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมของโรงแรม Noboribetsu Manseikaku ซึ่งพนักงานของโรงแรมจะเข้ามาเปลี่ยนจากโต๊ะกลางห้องเป็นฟูกในช่วงที่เราไปรับประทานอาหารเย็น

13

จากโรงแรมเราสามารถเดินเท้าไปยังที่เที่ยวต่างๆ ในบริเวณ Noboribetsu Onsen ได้ทุกที่ เราใช้เวลาเพียง 5 นาทีก็เดินมาถึงทางเข้าหุบเขานรกแล้ว สิ่งแรกที่เราสัมผัสได้จากที่นี่ก็คือ “กลิ่นกำมะถัน” ซึ่งเป็นหนึ่งในแร่ธาตุสำคัญที่อยู่ในน้ำแร่ที่เมืองนี้นี่เอง

14

หลากอารมณ์ที่ถ่ายทอดโดยกล้อง Fujifilm Instax Mini 70 หลากอารมณ์ที่ถ่ายทอดโดยกล้อง Fujifilm Instax Mini 70

การเดินชมหุบเขานรกในวันหิมะตกแบบนี้ต้องใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษเพราะทางเดินที่แคบบ้าง กว้างบ้าง แถมยังขึ้นๆ ลงๆ และลื่นง่ายถ้าไม่ระวังพอ ถึงมองไกลๆ จะดูสวยงามจนเรายอมยืนยิ้มสู้ลมหนาวเพื่อให้ได้ภาพที่ดี แต่ถ้าเผลอตกลงไปก็คงจะได้สัมผัสคำว่า ‘หุบเขานรก’ จริงๆ กันบ้างล่ะ

15

16

ตำนานกล่าวไว้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่พำนักของปีศาจ (Oni) นามยุคุจิน (มีรูปปั้นอยู่รอบเมือง) แต่ไม่จำเป็นต้องกลัวเพราะปีศาจตนนี้ทั้งใจดีและยังชอบให้โชคกับคนที่ผ่านไปมา น้ำพุร้อนมากมายหลายแห่งของเมืองโนโบริเบตสีนั้นล้วนแต่มีต้นกำเนิดมาจากหุบเขานรกแห่งนี้ น้ำแร่จากที่นี่มีจุดเด่นที่กลิ่นธาตุกำมะถันซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เมืองโนโบริเบตสีนั้นเริ่มมีชื่อเสียงตั้งแต่ช่วงสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (1904-5) เพราะได้กลายเป็นที่พักฟื้นสุขภาพของเหล่าทหารและเป็นแหล่งออนเซ็นที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบัน

 

17

credit: www.idelish.com

หุบเขานรกแห่งนี้ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติชิโคตสึ-โทยะ (Shikotsu-Toya National Park) ส่วนชื่อภาษาญี่ปุ่นที่ว่า

จิโกคุ-ดานิ (Jigoku-dani 登別地獄谷) นั้นได้มาจากภูเขาไฟที่เป็นจุดกำเนิดของน้ำพุร้อนนั่นเอง

18

สถานที่ต่อไปคือ Noboribetsu Bear Park (のぼりべつクマ牧場) สวนหมีโนโบริเบตสึก็อยู่ในระยะเดิน 5 นาทีจากป้ายรถบัส Noboribetsu Onsen เช่นกัน

 

ด้านหน้ามีน้องหมียืนต้อนรับด้วยท่าทางกระตือรือร้นสุดๆ

19

เมื่อเดินเข้าไปด้านในก็เห็นร้านขายของที่ระลึกที่รวมเอาทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับหมีมาไว้อย่างน่ารักตามสไตล์ญี่ปุ่น

แวะซื้อตั๋วเข้าชมราคาใบละ 2,592 เยน ราคานี้รวมค่าขึ้นกระเช้าแล้วด้วยนะ

 

สวนหมีโนโบริเบตสึเปิดให้เข้าชมตั้งแต่ประมาณ 08.00-17.00 น. แล้วแต่สภาพอากาศในแต่ละช่วงของปี

เช็คข้อมูลได้ที่ Noboribetsu Bear Park

ค่าผ่านประตูสำหรับผู้ใหญ่ราคา 2,592 เยน มีราคาพิเศษสำหรับเด็ก ผู้พิการ หรือผู้ที่มาเป็นกลุ่ม 20 คนขึ้นไปด้วย

เช็คราคาได้ที่ Noboribetsu Bear Park entrance fee

20

จากนั้นเดินต่อไปทางขวาเพื่อขึ้นกระเช้าไปยังยอดเขา Shihorei ซึ่งอยู่ที่ความสูง 550 เมตรจากระดับน้ำทะเล โดยใช้เวลา 7 นาที นี่คือโอกาสที่จะได้ชมเมืองโนโบริเบตสึและเทือกเขาที่ล้อมรอบจากมุมสูง ดังนั้นเวลา 7 นาทีจึงผ่านไปอย่างรวดเร็วเกินคาด

21

ป้ายทางเข้าก่อนที่จะได้ไปชมน้องหมีตัวเป็นๆ

แม้จะเป็นการเลี้ยงในสถานที่ปิด แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของหมีสีน้ำตาลของฮอกไกโดนั้นดูดีต่างจากสวนสัตว์หลายๆ แห่ง เราสนุกสนานกับการให้อาหารน้องหมีซึ่งมีทั้งการให้ผ่านท่อในห้องกระจกที่หนาและแข็งแรง เลยได้ถ่ายรูปกับน้องหมีอย่างใกล้ชิดโดยไม่เสี่ยงกับการเสียเลือดเนื้อ หรือจะเดินออกไปชื่นชมและให้อาหารน้องหมีจากมุมสูงกันก็ได้ ท่าทางน่ารักๆ ที่ใช้ในการขอขนมทำให้เราหลงเสียจนต้องเดินไปซื้อขนมมาให้อีกหลายรอบเลย

22

น้องหมียืนขอขนมอย่างน่าเอ็นดู

 

ฟ้าเริ่มมืดลงเมื่อเราออกจากสวนหมี ขอเดินกลับโรงแรม Noboribetsu Manseikaku เพื่อใช้บริการออนเซ็นของทางโรงแรม ความพิเศษของที่นี่คือน้ำแร่ธรรมชาติจากแหล่งออนเซ็นจิโกคุ-ดานิที่เพิ่งได้ไปดูกันมาวันนี้ ห้องอาบน้ำมีทั้งในร่มและกลางแจ้งซึ่งมีบรรยากาศขลังต่างจากที่อื่นๆ อย่างบอกไม่ถูก ถึงไม่ได้พักที่นี่ ทางโรงแรมก็เปิดให้บริการสำหรับลูกค้าที่ไม่ได้เข้าพักที่โรงแรมในช่วง 13.30-20.00 น. โดยเสียค่าบริการคนละ 1,100 เยนด้วย

 

อีกสิ่งดีงามของโรงแรมที่เราพักอยู่ก็คืออาหาร นอกจากจะรวมค่าอาหารเช้าและอาหารเย็นไว้ในค่าห้องพักแล้ว (คนละประมาณ 9,000 เยน) ซึ่งบอกเลยว่าคุ้มค่าสุดๆ เพราะทั้งสองมื้อเป็นบุฟเฟ่ต์สไตล์ญี่ปุ่นชั้นเยี่ยม เย็นนี้เป็นอาหารนานาชนิดทั้งคาวหวาน รวมไปถึงหอยเชลล์ที่ย่างกันสดๆ ส่วนอาหารเช้าก็ดีงามไม่แพ้กัน! ปกติที่พักแบบเรียวคังมักจะเสิร์ฟอาหารเป็นชุดๆ ลองมาสัมผัสอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ดูบ้างก็สนุกไปอีกแบบเหมือนกันนะ

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ปลาย่างหลากชนิด

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

Bread Pudding สีสันสวยงามน่าชิม

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

บรรยากาศสบายๆ ในห้องอาหารขนาดใหญ่

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

คุณยายปั้นข้าวปั้นให้กินกันสดๆ

ไข่ม้วนร้อนๆ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ไข่ม้วนร้อนๆ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

จาน 9 หลุมชวนให้คิดถึงสมัยเด็ก

 

หลังรับประทานอาหารเช้าเราก็เก็บกระเป๋าพร้อมขึ้นรถไปเพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองฮาโกดาเตะ (Hakodate) ซึ่งอยู่ห่างจากโนโบริเบตสึประมาณ 3 ชั่วโมง เดี๋ยวจะมาเล่าต่อในรีวิวหน้าละกันน้า

30

เซลฟี่กับวิวเมืองโนโบริเบตสึซะหน่อย เซลฟี่กับวิวเมืองโนโบริเบตสึซะหน่อย

 

ส่วนตอนนี้ขอชื่นชมรูปสวยๆ จากกล้อง Fujifilm Instax Mini 70 ที่เราใช้เก็บเรื่องราวความทรงจำน่าประทับใจไปพลางๆ ก่อน ดูแล้วก็อยากจะกลับไปฮอกไกโดตอนนี้เลยจริงๆ31