รู้จักอิหร่าน  

หากกล่าวถึงประเทศอิหร่านแล้ว หลายๆ คนอาจนึกกลัว และนึกถึงประเทศข้างเคียงอย่างอิรัก แต่แท้จริงแล้ว อิหร่านมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และมีถึง 4 ฤดูกาล ประชากรอิหร่านส่วนใหญ่เป็นชาวเปอร์เซีย และใช้ภาษาเปอร์เซียที่มาจากคำว่า พาร์ หรือฟาร์ซี ซึ่งเป็นชื่อเมืองๆ หนึ่งของอิหร่าน

ประเทศอิหร่านมีลักษณะคล้ายตัวหอยทาก มีพรมแดนติดกับอ่าวโอมาน อ่าวเปอร์เซีย ทะเลแคสเปี้ยน ทางด้านทิศตะวันออกติดกับประเทศอัฟกานิสถาน ปากีสถาน ทางทิศเหนือติดกับประเทศอาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจานและประเทศเติร์กเมนิสถาน ส่วนทิศตะวันตกติดกับอิรักและตุรกี

ในด้านการเมืองการปกครอง ก่อนจะมาเป็นสาธารณรัฐอิสลามหรืออิหร่านในปัจจุบัน ประเทศอิหร่านมีประวัติศาสตร์การปกครองแบบระบอบกษัตริย์ โดยกษัตริย์องค์สุดท้ายคือ พระเจ้ามูฮัมหมัด เรซา ชาห์ ปาห์เลวี (Mohammad Reza Shah Pahlavi) แห่งราชวงศ์ปาห์เลวี ต่อมาได้เกิดการปฏิวัติอิสลามในประเทศอิหร่านในปี 1979 ทำให้พระเจ้าชาห์จำเป็นต้องเสด็จ ลี้ภัยไปต่างประเทศ และเสด็จสวรรคตที่ประเทศอียิปต์ เมื่อปี 1980 ปัจจุบันราชวงศ์ปาห์เลวีอาศัยอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

ชาวอิหร่านส่วนใหญ่ นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ ตามมาด้วยนิกายซุนนี นอกจากนั้นนับถือศาสนาคริสต์และยิวตามลำดับ สินค้าส่งออกที่สำคัญของอิหร่านคือ น้ำมัน ส่งออกถึงร้อยละ 85 ของน้ำมันที่ผลิตได้ ผลไม้ ถั่ว พรมเปอร์เซียที่   เลื่องชื่อเรื่องความละเอียดอ่อนในการถักทอ, ไข่ปลาคาเวียร์ เป็นต้น

แม้ชาวอิหร่านจะสวมเสื้อผ้าสีทึมปกปิดร่างกายมิดชิด แลดูลึกลับ แต่ใบหน้าเจือรอยยิ้ม พร้อมด้วยอัธยาศัยและน้ำใจไมตรีที่ดีของชาวอิหร่าน ซึ่งมักจะแสดงน้ำใจด้วยการชวนไปพักที่บ้าน ทำให้รู้ว่ารอยยิ้มของผู้คนที่นี่ ได้สร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือน จนต้องกลับไปอีกรอบอย่างแน่นอน

เตหะราน ตระการตา มหานครแห่งอาณาจักรเปอร์เซีย

มหานครขนาดใหญ่ – ใหญ่ที่สุดในอิหร่าน และใหญ่เป็นอันดับสามของดินแดนตะวันออกกลาง มหานครแห่งนี้ ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของประเทศอิหร่าน ที่ถือกำเนิดมานานนับพันปี และเป็นเมืองหลวงแห่งราชวงศ์ปาห์เลวี อันเป็นราชวงศ์สุดท้ายก่อนการปฏิวัติใหญ่ในปี ค.ศ. 1979 ซึ่งมีความเจริญรุดหน้าไม่แพ้เมืองหลวงใดๆ ในอารยประเทศ

หอคอยมิลาด (Milad Tower)

หอคอยมิลาด นับเป็นสถาปัตยกรรมที่นำความภาคภูมิใจมาสู่ชาวอิหร่าน เพราะสร้างและออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิหร่านเองทั้งหมด นั่นก็คือ ดร. โมฮัมหมัด เรชา ฮาเฟซี (Dr. Mohammad Reza Hafezi) เป็นหอคอยที่สูงเป็นอันดับที่ 6 ของโลก ด้วยระดับความสูงถึงยอดเสาส่งสัญญาณโทรคมนาคมถึง 435 เมตร นับเป็นสถานที่ที่สามารถชมความงามและทิวทัศน์ของกรุงเตหะรานได้อย่างทั่วถึง หอคอยมิลาดเป็นส่วนหนึ่งของInternational Trade Complex และ Convention Center of Tehran ซึ่งมีพื้นที่รวมกันราว 27,000 ตารางเมตร ประกอบไปด้วยโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว ห้องประชุม ห้องจัดแสดงงานต่างๆ ขนาดใหญ่ ร้านค้าและศูนย์ไอทีขนาดใหญ่ของอิหร่าน พอได้ขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ของเตหะราน ก็อดรู้สึกชื่นชมกับความงามของธรรมชาติ สิ่งปลูกสร้าง ถนนหนทาง และภูมิปัญญาของชาวอิหร่านเสียไม่ได้ ยิ่งเวลาตกบ่าย แดดร่มลมตก ยิ่งทำให้รู้สึกผ่อนคลาย จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่หอคอยมิลาด จะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ และมีผู้คนมาเยือนมากมาย สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ Milad Tower ที่ www.tehranmiladtower.ir

พระราชวังโกเลสตาน (Golestan Palace)

พระราชวังโกเลสตาน หรือวังสวนกุหลาบแห่งกรุงเตหะราน เป็นผลงานสถาปัตยกรรมที่งดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในช่วงยุคราชวงศ์กอญัร ประกอบไปด้วยพระราชวังหลักถึง 8 ตำหนัก นับเป็นแม่แบบของการผสมผสานศิลปะการก่อสร้างและตกแต่งสไตล์ยุโรปเข้ากับสไตล์เปอร์เซียไว้อย่างลงตัวจนกลายเป็นต้นกำเนิดของการเคลื่อนไหวทางศิลปะสมัยใหม่ของอิหร่าน สวยงามด้วยรูปทรงของอาคารที่เป็นแบบศิลปะตะวันออกกลางและยุโรป ภายในได้รับการตกแต่งอย่างหรูหราด้วยกระจกเงาตัดเหลี่ยมเพชรสุดอลังการ ภายในห้องโถงกลางมีโคมไฟระย้าสวยงามสะดุดตา ด้านนอกอาคารได้รับการตกแต่งผนังอย่างงดงามด้วยกระเบื้องเคลือบสีสันและลวดลายโดดเด่น สร้างความน่าหลงใหลได้ในทุกมุมมองจริงๆ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นด้วยพระอัจฉริยภาพของกษัตริย์ Al-Din Shah แห่งราชวงศ์กอญัร ด้วยความงดงามและทรงคุณค่านั้นเอง พระราชวังโกเลสตานได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 2013

ปัจจุบัน พระราชวังโกเลสตาน ยังคงใช้เป็นที่รับรองบุคคลสำคัญอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแขกบ้านแขกเมืองมาจากต่างประเทศ มีการจัดแสดงเครื่องถ้วยชาม ภาพวาดซึ่งเป็นของกำนัลจากประเทศต่างๆ สิ่งที่ดึงดูดมากที่สุดคือ  บัลลังก์นกยูง ซึ่งจะถูกตั้งไว้ในด้านหลังสุดของห้องใหญ่  ประดับด้วยพลอยเนื้ออ่อน ปักเรียงรายอยู่ ถูกนำมาจากโรงงานที่มีชื่อเสียงใน เมืองเดลลี ประเทศอินเดีย โดยคณะทูตชาวอิหร่านที่อยู่ภายใต้การปกครองของผู้นำ นาเดอร์ ชาร์ (Nader Shah) น่าเสียดายที่ภายในไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพได้ สามารถชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.golestanpalace.ir

พิพิธภัณฑ์อัญมณี (Treasury of the National Jewels)

พิพิธภัณฑ์อัญมณีตั้งอยู่ที่กรุงเตหะรานและอยู่ในความควบคุมดูแลของธนาคารกลางสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน อาคารทั้งหลังเหมือนเป็นตู้นิรภัยขนาดใหญ่ ที่จัดเก็บอัญมณีหลากสีอันทรงคุณค่าไว้มากมาย อาทิ เพชรขนาด 200-300 กะรัต ไข่มุกขนาดใหญ่ มรกต ทับทิม บุษราคัมและเทอควอยส์ ที่นำมาทำเป็นเครื่องประดับสุดหรูมูลค่ามหาศาล สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจของผู้ที่ครอบครองอัญมณีเหล่านี้ อาทิ มงกุฎ, สร้อยคอ, เข็มกลัด, เครื่องเรือน ถ้วยน้ำชา โต๊ะ เตียง โล่ห์ กริช หรือแม้กระทั่งโมเดลลูกโลกจำลองขนาดใหญ่ ประดับด้วยเพชร มรกต ทับทิมหลากสี highlight อีกอย่างที่ไม่ควรพลาดคือการชื่นชมความงามของเพชรสีชมพู 182 กะรัต ที่ได้รับการขนานนามเป็น “ทะเลแห่งความสุกสว่าง” (Sea of Light)  ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก บริเวณภายในพิพิธภัณฑ์ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ  เปิดทำการวันเสาร์ถึงวันอังคาร ระหว่างเวลา 14.00 – 16.30 น. สามารถชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.cbi.ir/page/1475.aspx

ตลาดประจำเมืองเตหะราน (Tehran Grand Bazaar)

ตลาดในร่มขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเตหะราน ที่มีบรรยากาศคล้ายตลาดสำเพ็ง หนาแน่นไปด้วยร้านรวง และผู้คนที่เดินเบียดเสียดเพื่อเลือกซื้อสินค้านานาชนิด ภายในตลาดแห่งนี้ประกอบไปด้วยสินค้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ ของกิน ของใช้ ของแต่งบ้าน เครื่องทองเหลือง เครื่องแก้ว ใบชา เครื่องเทศ ถั่วหลากชนิด รวมถึงพรมเปอร์เซีย สินค้ายอดนิยมของคนเตหะรานและนักท่องเที่ยวที่มาจับจ่ายซื้อสินค้า ราคาของในตลาดไม่แพง ยกเว้นโซนขายพรม ที่มีพรมราคาค่อนข้างสูงแต่มีความประณีตงดงาม และบอกราคาเป็นดอลล่าร์สหรัฐ เท่าที่สังเกตดู ส่วนใหญ่พรมที่ทำจากวูล จะมีราคาคิดเป็นเงินไทย ตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป ถ้าทำจากวูลผสมซิลค์ หรือทำจากซิลค์ จะให้ความเงา นุ่มลื่น และมีราคาสูงขึ้นไปอีก บางผืนราคาหลักแสนบาทถึงล้านบาทเลยทีเดียว

ชีราซ (Shiraz)

ชีราซเป็นเมืองเก่าแก่ที่กำเนิดขึ้นเมื่อ 2,000 ปี ก่อนคริสตกาล อยู่ในยุคเดียวกับอาณาจักรอีแลมของชนเผ่าอีลาไมต์ และต่อมากษัตริย์ไซรัสมหาราชของอาณาจักรเปอร์เซียได้ขยายอำนาจ และผนวกอาณาจักรอีแลมให้เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเปอร์เซีย ยิ่งทำให้ชีราซทวีความสำคัญและมีความรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น ในฐานะเมืองศูนย์กลางระหว่างอดีตเมืองหลวงของอาณาจักรอีแลมกับเมืองพาซาร์กาด ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเปอร์เซีย ที่กษัตริย์ไซรัสมหาราชทรงโปรดให้สร้างขึ้น จนกระทั้งกษัตริย์ดาริอุส มหาราช ซึ่งเป็นหลานของกษัตริย์ไซรัส ได้สร้างเมืองหลวงขึ้นมาใหม่ที่เปอร์เซโปลีส ชีราซก็ยังคงความสำคัญในฐานะเมืองหน้าด่าน ที่ใช้ค้าขาย ขนส่งสินค้า

จนกระทั่งกาลเวลาได้ล่วงเลยมาในสมัยของกษัตริย์การิม ข่าน แห่งราชวงศ์ซันด์ (Kharim Khan Zand) ได้สถาปนาชีราซให้เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเปอร์เซียอีกครั้งในปี ค.ศ. 1762 และสิ้นสุดยุคทองของชีราซในปี ค.ศ. 1794 เมื่อมูฮัมหมัด ข่าน กอญัร (Muhammad Khan Qajar) ได้ยึดอำนาจจากกษัตริย์อาลี ข่าน

ปัจจุบันชีราซมีประชากรอาศัยกว่า 4 ล้านคน เป็นเมืองขนาดใหญ่และมีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของอิหร่านตอนใต้ ซึ่งอยู่ห่างจากเตหะรานลงไป 900 กิโลเมตร มีความสำคัญในฐานะเมืองเก่าแก่ก่อนที่จะกำเนิดอาณาจักรเปอร์เซียเสียอีก

มัสยิดสีชมพู (Nasir ol Monk Mosque)

Nasir ol Molk Mosque หรือที่รู้จักกันในนามสุเหร่าสีชมพู (Pink Mosque) ได้ชื่อว่าเป็นสุเหร่าที่มีความสวยงามและสำคัญที่สุดของอิหร่านตอนใต้ เอกลักษณ์ของสุเหร่านี้คือส่วนต่างๆ จะถูกตกแต่งด้วยกระเบื้องสีชมพู สร้างขึ้นโดย มีร์ซา ฮาซาน อลี นาซีร์ อัล มอล์ค ในปี ค.ศ. 1876 และสร้างแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1887 ซึ่งมี ฮัจญ์ โมฮัมหมัด ฮาสซาน เป็นสถาปนิกออกแบบ และ มีร์ซา เรซา เป็นผู้ตกแต่งพวกกระเบื้องต่างๆ

มัสยิดแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมที่งดงาม แปลกตาที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ส่วนที่ไม่เหมือนกับมัสยิดแบบอิสลามทั่วๆ ไป คือ มีการกรุหน้าต่างด้วยกระจกสี ทำให้เกิดแสงสีที่งดงามสาดเข้าด้านในตัวมัสยิด และสะท้อนกับสถาปัตยกรรมที่ประดิษฐ์เป็นรูปทรงที่แปลกตา ทั้งในช่วงเช้าตรู่ และในตอนบ่าย

พระราชวังเปอร์เซโปลิส (Persepolis Palace)

เปอร์เซโปลิส (Persepolis Palace) เป็นพระราชวังที่มีความรุ่งเรืองยิ่งใหญ่อย่างยิ่งในอดีต ตั้งอยู่บนลาดเนินเขาของเทือกเขาราห์มัด (Kuh-e Rahmat) หรือเทือกเขาแห่งความเมตตา อาณาบริเวณทั้งหมดของพระราชวังตั้งอยู่บนฐานที่อัดแน่นไปด้วยหินขนาดต่างๆ สูงจากพื้นดินประมาณ 8 เมตร มีความกว้าง 300 เมตร และยาวถึง 455 เมตร โดยกษัตริย์ดาริอุสมหาราช ทรงเลือกทำเลและออกแบบพระราชวังด้วยพระองค์เองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหินแกรนิต และแผ่นเงินที่นำเงินมาจากอียิปต์ ไม้ซีดาร์จากซีเรีย งาช้างจากเอธิโอเปีย อิฐจากสุเมเรียนและบาบิโลเนีย

พระราชวังแห่งนี้ได้รับการก่อสร้างต่อเติมมาเรื่อยในทุกสมัยของกษัตริย์ที่ขึ้นครองบัลลังก์ที่นี่ รวมระยะเวลาการก่อสร้างที่ผ่านมาทั้งหมด 150 ปี แต่ก็ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ จนกระทั่งมาถึงรัชสมัยของกษัตริย์ดาริอุสที่ 3 ในต้นปี 330 ก่อนคริสตกาล เปอร์เซโปลิสก็พังพินาศด้วยฝีมือของกองทัพกรีกโดยอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาซิโดเนีย และเป็นการปิดตำนานอันยิ่งใหญ่ของราชวงศ์อะคาเมนิดแห่งอาณาจักรเปอร์เซีย

อิศฟาฮาน (Isfahan- Half of the World)

อิศฟาฮานเป็นทั้งชื่อเมืองและชื่อจังหวัด คำว่าอิศฟาฮาน ที่เพี้ยนมาจากคำว่า Hispahan ซึ่งมีความหมายว่าเปอร์เซียเก่า (Old Persia) อิศฟาฮานตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเตหะรานไป 340 กิโลเมตร มีประชากรราว 5 ล้านคน เป็นเมืองที่มีระเบียบ สวยงาม ถนนหนทางเต็มไปด้วยต้นไม้ร่มรื่นเขียวขจี สิ่งที่อิศฟาฮานแตกต่างจากเตหะราน คือที่นี่ไม่ค่อยมีอาคารสูงและรถราไม่ติดมากเหมือนที่เตหะราน นอกจากนี้ ยังมีความสำคัญในฐานะเมืองหลวงของอาณาจักรเปอร์เซีย ครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกที่เคยเป็นเมืองหลวงในสมัยการปกครองของราชวงศ์อับบาสิด (Abbasid Dynasty) ซึ่งเป็นราชวงศ์อาหรับที่มีอำนาจขึ้นปกครองอาณาจักรแห่งนี้ และเป็นช่วงที่ศาสนาอิสลามได้เผยแพร่เข้ามาในอาณาจักรเปอร์เซีย อิศฟาฮานขึ้นชื่อว่ามีความเจริญรุ่งเรืองจนได้รับฉายาว่าเป็นเมืองที่รวมทุกสิ่งไว้ถึงครึ่งหนึ่งของโลก ในช่วงการปกครองของกษัตริย์ซาฟาวิด ทั้งในด้านการสาธารณสุข การค้าขาย การศึกษาศิลปะ วิทยาการ ผู้คนมีวิถีชีวิตเรียบง่าย อ่อนน้อมถ่อมตน ตามหลักศาสนาอิสลาม และมีการก่อสร้างสุเหร่าสวยงาม จำนวนรวมกันกว่า 163 แห่ง

โบสถ์แวงก์ (Vank Cathedral)

โบสถ์แวงก์เป็นโบสถ์ของชุมชนชาวอาร์เมเนีย ที่พากันอพยพมาจากเมืองจุลฟา และพากันมาตั้งหลักแหล่งอยู่ฝั่งทางด้านใต้ และพักอาศัยอยู่ในเขตนิว จุลฟา ของเมืองอิศฟาฮาน พวกเขานับถือศาสนาคริสต์ นิกายออร์โธดอกซ์  โบสถ์แห่งนี้ มีลักษณะแตกต่างจากโบสถ์คริสต์ทั่วๆ ไป ตรงที่มีโดมใหญ่คล้ายมัสยิดแต่มีไม้กางเขนขนาดเล็กปักอยู่ที่บนยอดโดม นับเป็นการผสมผสานศิลปะแบบอิสลามกับคริสต์ไว้อย่างลงตัว และเป็นตัวอย่างของคนที่นับถือต่างศาสนาแต่สามารถอยู่รวมกันอย่างมีความสุข โบสถ์คริสต์ที่นี่สร้างเป็นจั่วสูง มีแท่นบูชาพระคริสต์อยู่ตรงผนังด้านในสุดและมีรูปปั้นพระเยซูขณะถูกตรึงไม้กางเขน และภาพเขียนสีเรียบรายตามผนังจนรอบทุกด้าน เป็นภาพสีสันสดใสที่แสดงเรื่องราวของพระคริสต์และพระแม่มารี ฝีมือของช่างชาวอิตาเลียน

ใกล้ๆ ตัวโบสถ์มีพิพิธภัณฑ์ของชาวอาร์เมเนียน จัดแสดงภาพเขียนของบุคคลสำคัญของอิหร่านและเป็นศูนย์รวมของการประดิษฐ์คิดค้น ศูนย์กลางการพิมพ์ในอิหร่านซึ่งชาวอาร์เมเนียนเป็นผู้บุกเบิก  สิ่งที่น่าทึ่งอีกอย่างภายใน พิพิธภัณฑ์ของชาวอาร์เมเนียน ที่จะอดกล่าวถึงไม่ได้ ก็คือ ผลงานของศิลปินชาวอาร์เมเนียนชื่อ วาห์ราม (Vahram Hakopian) เป็น “เส้นผม” ของสาวพรหมจรรย์ อายุ 18 ปี มีขนาดของเส้นผม 0.1 มิลลิเมตร และมีตัวอักษรสีทองบันทึกไว้บนเส้นผมเส้นนั้น โดยใช้เพชรเป็นปากกา ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเส้นผมถึง 20 เท่า คือมีขนาดเล็กมากเพียง 0.005 มิลลิเมตรเท่านั้น

พระราชวังเชเฮลโซตุน (Chehel Sotun Palace) หรือวัง 40 เสา

พระราชวังเชเฮลโซตุน เป็นอาคารชั้นเดียวที่ค่อนข้างเปิดโล่ง ตั้งอยู่บนถนนอีกเส้นหนึ่งหลังพระราชวังอะลีคาปู สร้างขึ้นในสมัยชาห์อับบาสที่ 1 และสร้างเสร็จในสมัยกษัตริย์ชาห์อับบาสที่ 2 เพื่อใช้เป็นสถานที่ต้อนรับแขกบ้างแขกเมืองและจัดงานเลี้ยงรับรองต่างๆ โดยเลียนแบบสถาปัตยกรรมในแบบอะคามินิด ซึ่งเป็นยุคแรกของเปอร์เซีย แต่สร้างด้วยเสาไม้ซีดาร์แทนเสาหิน โดยมีเสาไม้สูงที่โถงด้านหน้า 20 ต้น ทอดเงาลงไปในผืนน้ำ ในสระน้ำขนาดกว้าง 16 เมตร ยาว 110 เมตร ด้านหน้าวัง โดยนับทั้งเสาต้นจริง 20 ต้นและเงาที่สะท้องอยู่ในพื้นน้ำใสนิ่งอีก 20 ต้น รวมเป็น 40 ต้น ตามความหมายของชื่อพระราชวัง

ภายใต้หลังคาด้านหน้าพระราชวังเป็นลานโล่ง มีสระน้ำอยู่กี่งกลางลาน ให้บรรยากาศเย็นสบาย ภายในพระราชวังตกแต่งด้วยภาพเขียนแบบเฟรสโกขนาดใหญ่ ที่มีชื่อเสียงโดยกษัตริย์ยุคซาฟาวิด รอบๆ วังรื่นรมย์ไปด้วยแมกไม้ใหญ่น้อยที่อยู่รายรอบ นับเป็นต้นแบบของสวนเปอร์เซียที่งดงามยิ่ง รอบพระราชวังมีต้นไม้ยืนต้นนานาพรรณ สร้างบรรยากาศร่มรื่น กินพื้นที่กว้างกว่า 67,000 ตารางเมตร

จัตุรัสอิหม่าม (Imam Square)

จัตุรัสอิหม่าม หรือ นัค-ชิ-ญะ-ฮาน (Naghsh-e-Jahan Square) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1612 สมัยพระเจ้าชาห์ อับบาส ที่ 1 มีความยาว 400 เมตร กว้าง 160 เมตร เป็นศูนย์กลางและเป็นหัวใจของเมืองอิศฟาฮาน เพราะรายล้อมด้วยสถานที่สำคัญของเมืองอิศฟาฮาน ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังอะลีคาปู มัสยิดอิหม่าม มัสยิดลอทฟุลเลาะห์ และตลาดแกรนด์บาซาร์ นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าต่างๆ รายล้อมบริเวณจัตุรัสอิหม่าม ทั้ง 4 ด้าน มีสินค้ามากมาย ทั้งเครื่องเงิน เครื่องแก้ว เครื่องประดับ หินสี เสื้อผ้า เครื่องใช้ ของเก่าโบราณ ภาพเขียนสี และพรมเปอร์เซีย

มัสยิดอิหม่าม (Imam Mosque)

มัสยิดอิหม่าม ตั้งอยู่ปลายสุดทางด้านทิศใต้ของจัตุรัสอิหม่าม (Imam Square) เป็นหนึ่งในมัสยิดที่มีความยิ่งใหญ่และสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ถูกสร้างขึ้นในสมัยกษัตริย์ชาห์อับบาสที่ 1 และเสร็จสมบูรณ์ในอีก 4 ปี ต่อมา นอกจากขนาดที่ใหญ่โตแล้ว ยังมีความวิจิตรงดงาม มีองค์ประกอบทางด้านสถาปัตย์ที่สวยงามที่สุดในประเทศอิหร่าน โดยเฉพาอย่างยิ่งโดมประธานขนาดมหึมา ที่สร้างคร่อมเป็นสองชั้นขนานกันตลอดทุกตารางนิ้ว ซึ่งมีผลต่อการระบายอากาศและการกระจายของเสียงผู้นำสวดให้แผ่ออกไปได้ยินชัดเจนทุกซอกทุกมุมแทนการใช้ไมโครโฟน

พระราชวังอะลีคาปู (Ali Qapu Palace)

พระราชวังอะลีคาปู ได้รับการสร้างขึ้นในตอนปลายศตวรรษที่ 16 เพื่อเป็นที่ประทับของกษัตริย์ซาห์อับบาสที่ 1 ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของจัตุรัสอิหม่าม เป็นอาคาร 6 ชั้น ที่ใช้ไม้และอิฐเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง ชั้น 4 ของพระราชวังเป็นโถงใหญ่ และมีระเบียงหันหน้าเข้าจัตุรัสอิหม่ามสำหรับพระมหากษัตริย์ และพระราชวงศ์ไว้ประทับทอดพระเนตรกิจกรรมต่างๆ ปัจจุบันกลายเป็นจุดชมวิวและถ่ายภาพมุมสูงที่สวยงาม ชั้น 5 และชั้น 6 ก็มีความน่าสนใจไม่น้อย เป็นชั้นที่ใช้พื้นที่เป็นห้องรับรองและห้องฟังดนตรีมโหรี ที่ใช้เทคนิคการฉลุผนังและเพดานให้เป็นช่อแบบรวงผึ้ง เพื่อให้สามารถดูดซับเสียงอันสุนทรีย์ของเหล่าวงมโหรี โดยไม่มีเสียงสะท้อนเลย

มัสยิดชีคล้อตฟุลเลาะห์ (Sheikh Lotfollah Moqsue)

มัสยิดชีคล้อตฟุลเลาะห์ สร้างขึ้นในสมัยกษัตริย์ซาห์อับบาสที่ 1 เป็นมัสยิดส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้นที่จะเข้ามาทำการละหมาดได้ มีความวิจิตรงดงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดมประธานซึ่งอยู่ตรงกลางห้องโถงใหญ่ เวลาแสงพระอาทิตย์ส่งลงมา จะเห็นเป็นรูปนกยูง โดยมีลำแสงที่ลอดผ่านยอดโดมลงมา เห็นเป็นหางของนกยูงที่มีความงดงาม และแสดงให้เห็นว่าชาวอิหร่านมีความละเมียดละไมในการออกแบบสถาปัตยกรรม มัสยิดแห่งนี้มีทางเดินใต้ดิน เชื่อมต่อไปยังชั้นล่างของพระราชวังอะลีคาปู

สะพานชิโอ เชห์ (Sio-Se-Pol Bridge)

สะพานชิโอ เชห์ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชาห์ อับบาสที่ 2 ระหว่างปี 1599- 1602 ก่อสร้างด้วยการก่ออิฐ ไม่ฉาบปูน เป็นจั่วแหลม เรียงกันถึง 33 ซุ้ม ยาวประมาณ 132 เมตร สะพานแห่งนี้มีความสวยงามทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน วัตถุประสงค์ของการสร้างสะพาน นับเป็นศิลปะแบบเปอร์เซีย ซึ่งมีความโดดเด่นและ ความสวยงามมากมีอายุกว่า 380 ปี สะพานนี้ทอดข้ามแม่น้ำซอยันเดห์โร และในขณะเดียวกันก็ใช้เป็นเขื่อนด้วย เวลาช่วงพระอาทิตย์กาลังจะตกดิน เป็นเวลาที่เหมาะยิ่งสําหรับการมาชมสะพานแห่งนี้ เพราะจะมีการเปิดไฟประดับประดาสวยงามมาก เป็นที่นิยมของคนในเมืองอิศฟาฮานที่จะมานั่งพักผ่อนและถ่ายภาพ

หมู่บ้านอะบียาเน่ย์ (Abyaneh Village)

หมู่บ้านอะบียาเน่ย์ เป็นหมู่บ้านโบราณสีส้มสดใสที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบสงบบนยอดเขาคาร์คาสที่ความสูง 3,800 เมตร แวดล้อมด้วยหุบผาซับซ้อนและสูงชัน ด้านหลังเป็นโขดหินที่ปกปิดหมู่บ้านจากสายตาคนภายนอกได้อย่างมิดชิด ส่วนด้านหน้าของหมู่บ้านเป็นหุบเขาที่มีความลึกไปอีกประมาณ 100 เมตรและมีแม่น้ำบาร์ซรุด (Barzrud River) อยู่ ทำให้หมู่บ้านนี้ปลอดภัยจากข้าศึกศัตรูมายาวนานหลายพันปี

หมู่บ้านแห่งนี้สามารถและเที่ยวชมได้ทุกฤดูกาล หากเดินตามถนนสายกลางของหมู่บ้านเข้าไป 100 เมตร จะเห็นบ้านหลังหนึ่งสร้างคร่อมทางเดินไว้ ซึ่งบ้านหลังนี้ ในอดีตเคยเป็นศาสนสถานของชาวบ้านในอดีตเมื่อกว่า 2,000 ปี ย้อนกลับไปเมื่อชาวบ้านยึดลัทธิบูชาไฟเป็นเครื่องมือยึดเหนี่ยวจิตใจ ก่อนที่จะเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์เหมือนชาวอิหร่านเมื่อตอนต้นศตวรรษที่ 11 ดังนั้น เมื่อเดินชมหมู่บ้าน เราจึงพบกับมัสยิดขนาดเล็กประจำหมู่บ้าน เรียกว่า มัสยิดจาเมห์ (Jameh Mosque) ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 11

ตึกรามบ้านช่องที่นี่จะสร้างหันหน้ารับแสงอาทิตย์ เพราะในฤดูหนาวอากาศหนาวมาก จะได้รับไออุ่นจากพระอาทิตย์ สิ่งที่นับเป็นภูมิปัญญาของคนโบราณอีกอย่างหนึ่งก็คือ ระบบห้องเย็นใต้ดิน ใช้เก็บของสด แทนตู้เย็นในปัจจุบัน ผู้คนที่นี่ใช้ชีวิตเรียบง่าย เอกลักษณ์ของอะบียาเน่ห์คือ คุณป้าที่สวมผ้าคลุมฮิญาบ โดดเด่นไม่เหมือนชาวอิหร่านทั่วไปพื้นสีขาว ลายดอกไม้สีชมพูอมแดง ซึ่งผ้าลายน่ารักนี้ก็สามารถซื้อหาได้จากคุณป้าได้เลย และอาจจะได้ของที่ระลึกอื่นๆ ติดไม้ติดมือกลับมาเป็นของฝากก็เป็นได้

คาชาน (Kashan)

เมืองคาชานตั้งอยู่บนชายของทะเลทราย Dasht-e-Kavir ทำให้มีอากาศร้อนและแห้งแล้งมาก คาชานถือกำเนิดมาตั้งแต่เริ่มต้นยุคอาณาจักรเปอร์เซีย ภายใต้อำนาจการปกครองของราชวงศ์อะคาเมนิด ที่ปกครองเปอร์เซียระหว่างปี 550-330 ก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งแสดงว่าคาชานได้กำเนิดมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2,300 ปี คาชานรุ่งเรืองมากในสมัยราชวงศ์ซัสซาเนียน ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่ 4 ที่ปกครองอาณาจักรเปอร์เซีย ระหว่างปี 224-637 และเริ่มเสื่อมถอยลง สืบเนื่องจากการรุกรานของอาหรับแดนใต้ เมื่อปี ค.ศ. 637 และเหตุการณ์แผ่นดินไหวในอีกไม่กี่ปีถัดมา จากนั้นอีกหลายร้อยปี ในศตวรรษที่ 11 ภายใต้การปกครองของราชวงศ์เซลจุก ที่ปกครองอาณาจักรเปอร์เซียก็กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง และเป็นยุคทองของการผลิตกระเบื้องเคลือบสี เครื่องปั้นดินเผา ทำให้การค้าเฟื่องฟู และคาชานเป็นศูนย์กลางสำคัญของเส้นทางสายไหม คาชานเฟื่องฟูมากอีกครั้งในสมัยราชวงศ์ซาฟาวิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสาธารณูปโภคและศิลปะนับว่าเจริญรุ่งเรืองมาก

ปัจจุบัน คาชานเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องเครื่องปั้นดินเผาคุณภาพสูง เครื่องหัตถกรรม งานถักทอ และเป็นแหล่งทอพรมอันเลื่องชื่อ นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำอบน้ำหอม ที่กลั่นมาจากดอกกุหลาบ ที่นำมาทำน้ำกุหลาบนั่นเอง แท้ที่จริงแล้วคำว่ากุหลาบในภาษาไทยนั้น ก็มีที่มาจากภาษาเปอร์เซีย และใช้กันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา

บ้านเศรษฐี (Tabatabaei)

บ้านเศรษฐีตั้งอยู่ใจกลางเมืองคาชาน บ้านเศรษฐีนี้สร้างในศตวรรษที่ 16-17 ตัวบ้านสร้างล้อมรอบลานบ้านเป็นรูปสี่เหลี่ยมและมีสระน้ำตรงกลาง และมีลานบ้านเป็นสนามหญ้าที่กว้างขวางโอ่อ่า มีจั่วหลังคาแบบรูปโค้งที่ตัวอาคารทั้ง 4 ด้าน ซึ่งแต่ละด้านประดับด้วยลวดลายปูนปั้นอย่างสวยงาม จากพื้นที่ยืนอยู่จะเห็นว่าตัวบ้านยกพื้นไปเป็น 2 ชั้น มีเสากลมขนาดเล็กค้ำยันจั่วหน้าและซุ้มประตูหน้าต่างรูปโค้งตลอดแนว เบื้องหลังซุ้มโค้งของประตูซุ้มหน้าต่างเหล่านั้นจะมีห้องต่างๆ สลับซับซ้อนกันหลายสิบห้อง อยู่ลึกเข้าไป ห้องพักต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องโถงใหญ่ โถงเล็ก ห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องดื่มน้ำชา สำหรับสมาชิกในบ้านจะแบ่งเป็นสองชั้น ส่วนที่อยู่ทางทิศใต้ของตัวบ้านแต่หันหน้าไปทางทิศเหนือ ส่วนนี้จะอยู่อาศัยในฤดูหนาว เพื่อรับแสงแดดอย่างเต็มที่และสร้างความอบอุ่นให้แก่ผู้อยู่อาศัย หากหมดฤดูหนาวก็จะย้ายมาอยู่ฝั่งตรงกันข้ามทางด้านทิศใต้ซึ่งหันหน้าไปทางทิศเหนือ เพื่อให้ห้องต่างๆ เพื่อหลบเลี่ยงแสงแดดและความร้อนต่างๆ ในฤดูร้อน ในฝั่งนี้ เราจะสังเกตเห็นสิ่งก่อสร้างอีกอย่างหนึ่ง ลักษณะเหมือนหอคอยที่ยื่นสูงเหนือหลังคาบ้านขึ้นไปหลายเมตร นั่นก็คือ หอดักลม ซึ่งทำหน้าที่ดักลมที่พัดผ่านมาให้ถ่านเทลงไปยังห้องต่างๆ ในตัวบ้าน เพื่อบรรเทาความร้อนอบอ้าวในตัวบ้านให้ออกไปอีกด้านหนึ่ง ทำให้บ้านของชาวเปอร์เซียมีอากาศถ่ายเทเย็นสบายตลอดเวลา นับเป็นภูมิปัญญาอันน่าทึ่งของชาวเปอร์เซียโบราณ ที่รู้จักการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติอย่างลงตัว

รู้ไว้ ก่อนไปอิหร่าน

การขอวีซ่าอิหร่าน:

การขอวีซ่าเข้าประเทศอิหร่าน สามารถติดต่อขอข้อมูลได้จากสถานทูตอิหร่านประจำประเทศไทย ซึ่งอยู่ในซอยสุขุมวิท 49 โทร. 0-2390-0871-3,  อีเมล์ : iranemb.bkk@mfa.gov.ir , เว็บไซต์ : bangkok.mfa.ir เปิดทำการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-16.30 น. หรือติดต่อขอข้อมูลการยื่นวีซ่าเข้าประเทศอิหร่านแบบ on arrival ได้จากสถานทูตเช่นเดียวกัน

การเดินทาง:

การบินไทย ให้บริการเที่ยวบินตรงจาก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ สู่ท่าอากาศยานอิหม่าม โคไมนี แห่งกรุงเตหะราน ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป ดังนี้

Route Departure Arrival Day Flight
Bangkok – Tehran

 

Tehran – Bangkok

15.30

 

21.00

19.30

 

06.55+1

Tue, Thu, Sat, Sun

 

Tue, Thu, Sat, Sun

TG527

 

TG528

ชมข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่: www.thaiairways.com หรือติดต่อทัวร์เอื้องหลวงของการบินไทย สำหรับแพ็กเกจท่องเที่ยวอิหร่าน ได้ที่ 02-288-7335 เวลาทำการ จันทร์-ศุกร์ 08.00-12.00/13.00-17.00 น., อีเมล์: sales@toureurngluang.com

การแต่งกาย:

สุภาพสตรี – ประเทศอิหร่านเข้มงวดในเรื่องการแต่งกาย โดยเฉพาะในที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นคนอิหร่านเองหรือว่านักท่องเที่ยวต่างชาติก็ตาม จะต้องแต่งตัวให้มิดชิดตลอดเวลา คือต้องใช้ผ้าคลุมผมแต่ไม่ต้องปิดหน้าและจะใช้ผ้าสีใดก็ไม่บังคับ ขอให้คลุมผมจากศีรษะลงมาถึงคอเป็นใช้ได้ เสื้อใช้ใส่แขนยาวถึงข้อมือและไม่เปิดอก ชายเสื้อยาวเลยสะโพกลงไปเกือบถึงเข่า ส่วนกางเกงหรือกระโปรงไปยาวไปถึงข้อเท้า และควรใส่รองเท้าแบบปิดคือไม่ให้มองเห็นเท้า

สุภาพบุรุษ – ห้ามใส่เสื้อกล้ามและห้ามใส่กางเกงขาสั้นในที่สาธารณะ

ทั้งสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษไม่ว่าจะเป็นญาติใกล้ชิดกันหรือเป็นแฟนกันหรือเป็นสามีภรรยากันก็ตาม พึงหลีกเลี่ยงการแตะเนื้อต้องตัวหรือจับมือถือแขนกันในที่สาธารณะ

อาหาร:

มื้อเช้าคนอิหร่านนิยมทานสลัดผักสด แป้งนาน ชีสนมแพะ ผลไม้สด น้ำผลไม้

มื้อกลางวันและมื้อค่ำนิยมทานข้าวสวยร้อนๆ รสชาตินุ่ม ทานกับอาหารปิ้งย่างที่เรียกว่ากะบับ มีทั้งไก่กะบับ แกะกะบับ เนื้อกะบับ และปลาย่างหรือทอด นอกจากนั้นยังมีพวกสตูแกะหรือเนื้อ หรือสตูผักโดยไม่ใส่เนื้อก็มี มีสลัดผักสดหรือซุปร้อนๆ ให้เลือก นอกจากนั้นยังมีอาหารพื้นถิ่นในแต่ละภูมิภาคให้ลองชิม ที่อิหร่านห้ามดื่มหรือนำเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เข้าประเทศโดยเด็ดขาด

เงินตรา:

สกุลเงินอิหร่านเรียกว่า อิหร่านเรียล (Iran Rial) ใช้ตัวย่อว่า IRR

ควรนำธนบัตรสกุลดอลลาร์สหรัฐหรือยูโรติดตัวไปแลกเงินเรียลเมื่อเดินทางไปถึง

บัตรเครดิต บัตรวีซ่าหรือมาสเตอร์การ์ดใช้ได้ในร้านค้าขายพรมหรือร้านขายของที่ระลึกขนาดใหญ่เท่านั้น

เวลา:

ช้ากว่าเวลาประเทศไทย 2.30 ชั่วโมง

ช็อปปิ้ง: ไปอิหร่าน ซื้ออะไรดี?

พรม, เครื่องเทศ, เครื่องประดับ ทองคำและเครื่องเงิน, ภาพวาดขนาดเล็ก มักจะทำในกระดูกชิ้นเล็กๆ ของอูฐ, แจกันเคลือบที่ทำจากทองแดง, เงิน, ชากุหลาบอิหร่าน