[Blog] ซาปา เมืองที่ทำให้เรารัก ‘เขา’ ตอน 2, Mind Journey

ซาปา เมืองที่ทำให้เรารัก ‘เขา’ ตอน 2

สืบเนื่องจากบันทึกเดินทาง Vietnam Trip : Ha Noi – Sapa ตอน 1 วันนี้มาถึงตอน 2 กันแล้วค่ะ

มาร่วมเดินทางต่อ สู่ ซาปา เมืองที่ทำให้เรารัก ‘เขา’ กันเถอะ

ใครๆ ก็ต้องมีสถานที่ในฝัน สักที่ สองที่ ที่ที่วาดหวังว่าสักวันต้องไป สักครั้งต้องเห็นด้วยตาตัวเอง เรามีที่หนึ่งนะ ที่ที่ธรรมดา…ธรรมดา ที่ที่เป็นแค่นาขั้นบันได ภูเขาสูงๆ ที่ที่บางคนบอกว่า ‘บ้านเรา’ ก็มี ‘หน้าฝน’ ฤดูที่ใครหลายคนเบื่อหน่าย หากแต่เป็นฤดูแห่งการรอคอย…เก็บเกี่ยวความงดงามของหมอกหลังฝน ทิวเขาสูงลิบลับ สุดสายตากับนาขั้นบันไดเขียวๆ ชอุ่มน้ำ กลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา เราหนีฝนกรุงเทพฯ ไปหาฝนที่เวียดนาม ต่างกันตรงไหนน่ะเหรอ? เม็ดฝนก็เหมือนๆ กัน แต่ที่ต่างคือ ‘ภาพหลังเม็ดฝน’ นั่นต่างหากล่ะ

นั่นล่ะ ที่ที่แสนจะธรรมดาของเรา

เมืองเล็กๆ ท่ามกลางหุบเขาสูง อยู่ในจังหวัดลาวไก (Lao Cai Province) ตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลกว่า 1,600 กิโลเมตร ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เวียดนาม เมืองมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี และบางปีเค้าว่าหิมะตก

ซาปา แดนธรรมชาติ ที่ถูกห่มด้วยหมอก ถูกกอดด้วยเขา เมืองธรรมดา ที่ใจสั่งให้มาสักครั้ง

1

:: Vietnam Trip 10-14 Sep 2015 ::

Day 1 Ha Noi Ha Noi, (GA Ha Noi to Ga Lao Cai)

Day 2 Sapa Lao Cai to Sapa, Sapa

Day 3 Sapa Sapa, (Ga Lao Cai to Ga Ha Noi)

Day 4 Ha Noi Ha Noi

Day 5 Ha Noi Back to Bangkok

:: 10 Sep 2015

ค่ำวันนั้น กับช่วงเวลา ‘หนึ่งตื่น’ (ถ้าหลับยาวๆ แล้วตื่นทีเดียว) รถไฟขบวน VN Train : Ha Noi – Lao Cai ก็พาเรามาถึงสถานีลาวไก (Lao Cai Station) แต่ยังไม่ใช่จุดหมายของ ‘ภาพชวนให้ชอบ’ นั่นหรอก มีบททดสอบความอดทนอีกนิด ด้วยการนั่งรถ ‘หนึ่งหลับ’ จึงจะถึง เมืองซาปา (Sapa)

คืนนั้น เสียงกึงๆ ฉึกฉักๆ ส่งต่อกันเป็นระยะ รถไฟวิ่งโคลงเคลงด้วยความเร็วสม่ำเสมอ คาดว่าหยุดเป็นระยะแต่ละสถานีเช่นกัน ผลจากการเดินท่องฮานอยตลอดทั้งวันทำให้เราหลับไปพร้อมเสียงกล่อม ‘กึงๆ’ เมื่อรถไฟออกตัวในชั่วโมงแรก

หกโมงเช้าผ่านไปไม่กี่นาที ช่องหน้าต่างช่องเดียวที่มี เริ่มปรากฏแสงรำไร พร้อมกับเสียงกึงๆ ทำหน้าที่ปลุกเราให้ลุกขึ้นมานั่งมอง ‘ทางที่ผ่าน’

รถไฟแล่นผ่านหมู่บ้าน ไม่ก็ชุมชนใกล้สถานีสักแห่ง เรานั่งมองบ้านหลังนั้นแบบใกล้ชิด บางหลังสร้างแบบหลังชนหลังติดกับรางรถไฟ นึกสงสัยว่า…เรายังสะดุ้งแล้วเขาสะดุ้งบ้างไหม ตอนเจ้าม้าเหล็กขบวนไหนๆ วิ่งผ่านตอนเช้าตรู่แบบนี้

ตอนนี้ภาพจากช่องหน้าต่างช่องเดิม ค่อยๆ เปลี่ยนจากบ้าน ไปเป็นแม่น้ำสายยาวๆ ขนาบคู่รางรถไฟ กับที่มองเห็นลิบๆ เป็นแนวเขาที่ไกลสุดสายตา

ก๊อก..ก๊อก

เสียงเคาะเรียกแรก เป็นนายรถไฟคนเมื่อคืน เปิดประตูตู้นอนออกไปเจอรถเข็นเล็กๆ พร้อมบริการขายเครื่องดื่ม เป็นภาษาอังกฤษ ก็เลยชิมกาแฟแก้วแรกของวัน กาแฟซองธรรมดาๆ นี่แหละ (แก้วละ 15,000 VND) แต่ความรู้สึกของการจิบ กาแฟร้อนสัญชาติเวียดนาม บนรถไฟ นี่ไม่ธรรมดาจริงๆ นะ เสียงเคาะเรียก ครั้งที่สอง สัญญาณบอก…เตรียมตัวสะพายกระเป๋า ขึ้นบ่ากันเถอะ

 

:: 11 Sep 2015

สถานีหน้า สถานีลาวไก!!!

:: Lao Cai City เมืองลาวไก หรือ หล่าวกาย อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเวียดนาม มีเขตติดต่อกับชายแดนจีน เป็นเมืองศูนย์กลางของการเดินทาง ต่อไปจุดอื่นๆ รวมทั้งซาปาด้วย

รถไฟแบบ Speed Train (เดินทาง 8 ชั่วโมง) ถึงสถานีปลายทาง ตอนสัก 6.30 น. ข้างนอกสว่างโร่ นักเดินทางต่างทยอยกันออกจาก GA Lao Cai

ภาพแรกที่เห็นระหว่างรอรถจากทางโรงแรม คือ ลาวไก เป็นเมืองที่ค่อนข้างเจริญ อาจไม่มากเท่า ฮานอย แต่ก็ไม่น้อยหน้า ตึกรามเป็นทรงสูง เน้นเรื่องพื้นที่ใช้สอย และมีสีสันชวนให้ยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูป

ลานด้านนอกเหมือนแหล่งขนส่งมวลชนทั่วไป ละลานไปด้วยร้านค้ากับรถที่มารอรับส่ง ทั้งรถตู้ บัสและมินิแวน ความวุ่นวายระดับหกทำให้ตื่นเต็มตา เจ้าหน้าที่โรงแรมชูป้ายชื่อ โบกไม้โบกมือกันวุ่นเมื่อเจอก็ให้ไปยืนเกาะเป็นกลุ่มแล้วเดินตามกันไปขึ้นรถ ครั้งนี้เราโดยสารรวมกับคนอื่น (ติดต่อล่วงหน้าทางเมลกับโรงแรม) เป็นรถมินิแวนแบบ 12 ที่นั่ง แบบรวมคนขับแล้ว (ค่าโดยสาร คนละ 3 USD)

…มีเวลาชมเมืองลาวไก แค่อึดใจเล็กๆ คนขับรถก็พาออกจากสถานีรถไฟ บีบแตรปรี๊นปร๊าน ในย่านผู้คน เส้นทางนั้นขับผ่านตลาดเช้าที่มีผักผลไม้ ดอกไม้ บ้างวางอยู่บนแผงเป็นระเบียบเรียบร้อย บ้างวางอยู่ในกระจาด นั่งพื้น ยังเช้า…แต่ร้านค้าข้างทางเปิดกันแล้ว ร้านของกินแบบนั่งยองก็มีให้เห็นตลอดทาง ดูคึกคัก เป็นความเจริญแบบลาวไก ถึงไม่เท่าฮานอย แต่เชื่อว่าใครไปใครมาก็คงสะดวก

2

3

4

5

เส้นทางจากจังหวัดลาวไก มุ่งหน้าสู่ ซาปา กับระยะทาง 36 กิโลเมตร ใช้เวลา ‘หนึ่งหลับ’ เห็นจะได้ แต่เพราะเรานั่งข้างหน้ากับคนขับ ก็เลยหลับไม่ลง พี่แกขับปรูดปราด แคล่วคล่องกระทั่งบนเขาคดโค้งจนต้อง ‘ตื่นเต้น’ ไปตลอดทาง ผลของการตื่นนี้เองทำให้เห็น ‘ภาพข้างทาง’ ทุกครั้งที่คนขับขยิบตานิดๆ ชำเลืองมองไปทางไหนก็เหมือนจะบอกว่าข้างทางมีอะไรให้ดู เราเหลียวตาม มันคือ…แอ่งกว้างที่อยู่ต่ำลงไป กับเวิ้งนาขั้นบันไดสีเขียวสด

ความเป็นเมือง ถูกกลืนหายลงเรื่อยๆ ในเวลาไม่นานเท่าไรนัก ภาพในกระจกมองหน้าแบบ 360 องศาของพี่เขา ก็กลายเป็น…เขาและเขา

จากระดับพื้นราบสู่ความลาดชัน ฟ้าที่ปลอดจากไอเสียของคาร์บอนมอนน็อกไซด์ ก็กลายเป็นฟ้าใส โปร่งโล่งที่ขนาบด้วยภูเขาที่มีระไอเมฆลอยเอื่อยๆ เป็นเพื่อนที่เหนือยอด กับสองข้างทางที่เป็นหุบเหว น่าหวาดเสียวแต่ก็สวยชะมัด!

แวบแรก ที่ปราดเข้ามาในความคิด ทั้งที่ยังไม่ถึงจุดหมายดี คือ ความคิดที่บอกว่าเราจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง

นี่หรือเปล่า ที่เรียกว่า…อาการ ‘ตกหลุมรัก’ ทั้งที่ยังไม่ได้พบหน้า

6

7 \8 \9

อากาศเย็นลงเมื่ออยู่บนเขา คนขับดับแอร์รถ ใช้แอร์ธรรมชาติ เปิดหน้าต่างให้ไอเย็นกระทบหน้าให้วูบวาบเล่น

ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง อากาศบนเขาเย็นสบาย เนินเขาสูงสลับกับเส้นทางคดเคี้ยวยังมีให้เห็นอยู่ แม้จะเริ่มเข้าสู่เขตชุมชนบ้างแล้ว ครู่ใหญ่เสียงแตรถี่ ๆ กลับมาเยือนหูอีกครั้ง แค่ย่างเข้าเขตเมืองรถก็หนาตาขึ้น ผู้คนออกมาเดินอยู่ริมถนน

…แอบลุ้นอยู่ในใจเหมือนกันว่า ที่นี่จะเหมือนฮานอยหรือลาวไกในแง่ไหน จะอึกทึก วุ่นวาย เจริญไปถึงไหนๆ จนไม่เหลือภาพที่อยากเห็นหรือเปล่า?

ก็ ซาปา จะอยู่ห่างจากฮานอย เพียงสามร้อยกว่าโล ห่างจากลาวไกแค่สามสิบกว่าโล แต่ไม่นานก็ได้คำตอบว่า…ระยะทางไม่ไกล แต่ห่างไกลกันโขในเรื่อง ‘ความรู้สึก’

เกือบชั่วโมงของการเดินทางถึงตัวเมืองซาปา รถขับผ่านความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ เทือกเขาสูง สู่ความหนาแน่นของย่านพักอาศัย แต่รถก็ยังแล่นเรื่อยๆ ไม่ถึงกับติด บีบแตรหนาหูขึ้นอีกนิดเมื่อเจอมอเตอร์ไซด์เจ้าถิ่นปาดหน้ากับขับแซงมอเตอร์ไซด์เช่าขี่โดยนักท่องเที่ยว ดูจากท่าทางงกๆ เงิ่นๆ หน่อย เพราะต้องย้ายมาขับทางขวา (คนละข้างกับบ้านเรา)

 

:: Sa Pa Town :: ซาปา แดนหนาว ท่ามกลางอ้อมกอดอุ่นของขุนเขา และระไอหมอก เมืองที่อาจมีครบทุกฤดูในหนึ่งวัน เขาว่ากันว่า…จะหนาวช่วงเช้า ร้อนตอนกลางวัน ฝนตกได้ตลอดเวลา และกลับมาหนาวอีกทีตอนกลางคืน

เรื่องที่พัก เราจองผ่านเว็บไซต์หนึ่งมาแล้ว ส่วนการจองรถรับ-ส่ง ระหว่างสถานีรถไฟลาวไกมาซาปา ติดต่อกันทางเมลแล้วมาเคลียร์ค่าใช้จ่ายเมื่อถึงโรงแรม

ปล. เราแลกเงิน Dong (VND) สำหรับค่าอาหาร ค่าเช่ามอเตอร์ไซด์และอื่นๆ กับอีกส่วนหนึ่งเก็บไว้เป็น USD

ปล. หากต้องการแลกเงิน Dong เพิ่มที่ซาปา แลกผ่านธนาคารซึ่งอยู่ใกล้ทะเลสาบ จะได้เรทดีกว่าแลกกับโรงแรม, ถ้าแลกจากสนามบิน Noi Bai จะได้เรทดีกว่า แลกที่ฮานอยและซาปา จะใช้จ่ายด้วย Dong หรือ USD ให้ลองคำนวณดู (เรา Load App Currency ไอคอนสีเขียวติดไปด้วย) ขึ้นอยู่กับเรทของแต่ละร้านที่อาจจะไม่เท่ากัน

ปล. Free Wifi ยังมีให้ใช้ ตลอดการอยู่ที่ซาปาค่ะ สะดวกจริง
10

11

12

13

:: Sapa Eden Hotel ก่อนแปดโมงเช้ารถมาส่งถึงหน้าที่พักเป็นรายแรก โรงแรมที่เราเลือกไว้อยู่ในซอยหลัง Sapa Market ใกล้กับ Food Street อยู่ลึกเข้ามาในซอยอีก 2-3 กิโลเมตรได้ เป็นโรงแรมเล็กๆ มี 4 ชั้น อาคารสีไข่ไก่

ห้องพักที่จองไว้เป็นแบบ Family Suit พักได้ 3 ท่าน [เราไป 4 คน จึงเพิ่มราคาเสริมหนึ่งท่าน] ข้างในเป็นเตียงคิงไซส์ 2 เตียงอยู่แล้ว ห้องพักอยู่ที่ชั้น 2 ฝั่งด้านหน้าตึก เป็นห้องแบบมีแอร์ ภายในห้องถือว่าครบ ทั้งทีวี ตู้เย็น เครื่องทำน้ำร้อน และ Wifi พร้อมกับมุมนั่งเล่นขนาดกะทัดรัด สะอาดสะอ้าน มีบริการน้ำดื่ม ชา กาแฟวางไว้ครบ กว้างขวาง เป็นห้องที่เหมาะสำหรับไปท่องเที่ยวแบบครอบครัวค่ะ

ปล. ห้องพักแบบมีแอร์คอนดิชั่นเนอร์ น้อยโรงแรมในซาปาจะมี เนื่องจากอากาศเย็นตลอดทั้งปี แต่บางที่มีไว้เผื่อช่วงที่ร้อนมากหน่อย

ปล. พนักงานของโรงแรม เป็นมิตร ยิ้มแย้มและคล่องภาษาอังกฤษ ให้คำแนะนำและบริการดี

ปล. โรงแรม Sapa Eden อยู่ในย่านชุมชน ใกล้ๆ มีถนนคนเดินเล็กๆ ออกไปสู่จตุรัส กลางเมืองซาปา ทางเป็นเนินแต่ไม่สูงชันนัก ตัวโรงแรมถูกล้อมรอบด้วยวิวภูเขา Muong Hoa Vally14

15

16

17

18

19

เพิ่งรู้ว่าโรงแรมที่นี่ ส่วนใหญ่เช็คเอาท์ตอน 11.00 น. เมื่อไปถึงเช้าเลยต้องรอแขกเก่าออกแล้วทำความสะอาด เกือบ 9.00 น. ระหว่างรอเราใช้บริการอาหารเช้าของโรงแรม (คนละ 3 USD) เป็นอาหารเช้าแบบเซต ประกอบด้วยอาหารจานหลัก ให้เลือกหนึ่งอย่าง เช่น เฝอ หรือเมนูไข่ต่างๆ กับขนมปัง เลือกทานคู่กับเครื่องดื่มหนึ่งอย่าง เช่น ชา กาแฟร้อน หรือ น้ำผลไม้ ตามด้วยเสิร์ฟผลไม้ตามแต่ฤดูกาลตบท้าย

:: มื้อแรก ที่ซาปา เป็นอาหารเช้าง่ายๆ แบบที่ที่ไหนก็มี แต่ก็พูดได้ว่าอาหารเช้าของที่นี่ รสชาติดีเลยล่ะ (โดยเฉพาะเมนูไข่คน)

ปล. เฝอ รสชาติกลางๆ อาจถูกปากขึ้น ถ้าบีบมะนาวสักนิด เติมพริกสักหน่อย

ปล. American Breakfast เมนูไข่ เสิร์ฟคู่ขนมปัง หากสั่ง Bread จะได้บาแก็ต ก้อนแข็งๆ ยาวๆ (แบบขนมปังฝรั่งเศส) สั่ง Toast ถึงจะได้ขนมปังแผ่น ขนมปังเหมือนกันแหละแต่ตอนกินใช้เวลา ‘นาน’ ต่างกันมากเหอะ

ความพิเศษของมื้อแรกอยู่ที่ สถานที่กิน บนโต๊ะอาหารไม่กี่ตัวในห้องอาหารเล็กๆ ที่อยู่ชั้นบนสุดของโรงแรม เป็นห้องโล่งติดกระจกที่มองเห็นภูเขา สูงสลับกับฟ้าได้กว้างที่สุด นับตั้งแต่มาถึงซาปา อาหารยังไม่มา เราก็ถลันออกไปที่ระเบียง ส่วนยื่นต่อจากห้องอาหารเก็บภาพ ‘ขุนเขา’ ไว้ซะก่อนแล้ว

ภาพกว้างของทิวเขา Muong Hoa Vally สุดลูกหูตา กับหมอกที่คลี่ห่มเหนือยอดเขาบางๆ นาขั้นบันไดเขียวๆ เหมือนจะทำให้เรา [อิ่ม]เกินกว่าครึ่งท้องแล้ว

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

ที่นี่ ‘ฟ้า’ เป็นสีฟ้าเข้มจัด ‘เมฆ’ ก้อนใหญ่เกาะเหนือทิวเขา เป็นสีขาวจัด ตัดกันจนมองหาเส้นระหว่างกันไม่เจอ เผลออิจฉาคนที่เขาอยู่ที่นี่ ใกล้ชิดธรรมชาติทุกวัน มองฟ้าก็เห็นท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้าจริงๆ ซ้ำแหงนหน้าก็เจอ ‘เขา’ กับบ้านเรือนที่ปลูกไล่ระดับตามไหล่เขา โดยมิได้ตั้งใจ แต่กลายเป็นประดับประดาจนกลายเป็นเสน่ห์ของเมือง ซึ่งถึงจะมีโรงแรมกับโฮสเทล ปลูกสร้างไว้รองรับนักเดินทางมากขึ้นทุกที

ถ้าถือหลัก [ความพอดี] ไม่ปล่อยให้ความเจริญรุดหน้า จนหลงลืมความเป็นธรรมชาติที่มี เราว่า…เสน่ห์ของ ซาปา ก็คงไม่เลือนหายไปง่ายๆ หรอก

:: Check In เข้าห้องพักตอน 9.30 น. โชคดีที่แขกรายก่อนเช็คเอาท์เร็วเลยได้เข้าไปพักผ่อน นั่งๆ นอนๆ แล้วความอยากก็กระตุ้นให้ออกไปสำรวจซอกซอยที่รถขับผ่านมาตอนเช้า

ตอนสายๆ อากาศอุ่นกว่าตอนเช้านิดหน่อย น่าจะประมาณยี่สิบองศาปลายๆ วันนี้อากาศปลอดโปร่ง ไม่ถึงกับร้อน และอย่างแรกที่เห็นหน้าโรงแรม คือร้านอาหารเล็กๆ ประดับดอกไม้ไว้ข้างหน้า ร้านตั้งอยู่ติดไหล่เขา ทำเลดี นั่งที…มีวิว ‘เขา’ เป็นเพื่อน กินไปก็คง…ฟินไปล่ะนะ

เดินต่อไปย่านใกล้ๆ โรงแรม เป็นเนินถนนเส้นเล็กๆ ที่ตั้งแถวแนวของร้านค้า กับโรงแรมที่พักกระจุกตัวอยู่ละแวกเดียวกันแบบล็อกเว้นล็อก สลับกับร้านอาหารที่ผ่านตาตามรีวิวอย่างร้านอาหาร Nature View

ร้านขายผลิตภัณฑ์พวกแบรนด์เนม Made in Vitenam มีทั้งรองเท้า กระเป๋า แจ๊กเก็ต ถามว่าราคาถูกไหม…ก็ถูก ถ้าสนใจแม่ค้าจะบอกราคาที่เขาพอใจ เดี๋ยวเขายื่นเครื่องคิดเลขให้จิ้ม เราซื้อในราคาที่เราพอใจให้ Win Win ทั้งสองฝ่ายก็พอ

30

31

32

33

34

35

36

สำหรับเรา ‘ท่องเที่ยวแบบเดินเท้า’ คือ การเก็บเกี่ยวเรื่องราวรายทางในระยะใกล้ชิด ‘วิถีชีวิต’ ที่เขาทำอยู่เป็นประจำ ออกจะธรรมดา แต่ก็มากไปด้วย…เสน่ห์

37

39

40

เที่ยงวันแล้ว แผนการเดินทางของวันนี้คือ ชมเมือง เราติดต่อเช่ามอเตอร์ไซด์กับทางโรงแรม 2 คัน แบบ Automatic ต่อวัน : คันละ 120,000 VND (แบบ Manual คันละ 100,000 VND) ราคาเหมาทั้งวัน เติมน้ำมันเองและนำมาคืนภายใน 20.00 น.

ซาปา มีปั้มน้ำมันสถานีเดียว อยู่เส้นเดียวกับทางกลับจังหวัดลาวไก บ่ายต้นๆ มอเตอร์ไซด์ก็ถูกนำมาส่งแบบมีน้ำมันติดถังเล็กน้อย พอแค่ไปปั้มน้ำมัน ก่อนจะไปไหนไกลจึงต้องแวะไปเติมน้ำมันก่อน เติมไปคันละ 40,000 VND จริงๆ แล้ว เติมน้อยกว่านี้ได้ขึ้นอยู่กับเราไปที่ไหนบ้าง

วิธีการขับขี่มอเตอร์ไซด์ในซาปา ใช้เลนขวา และต้องสวมหมวกกันน็อคทุกครั้ง

อ้อ! หัดบีบแตรเป็นระยะ เสียงแตรใช้เตือนทั้งคน ทั้งรถที่เราขับผ่าน ที่สำคัญ…ทำหูให้ชินซะ จะได้ไม่ตกใจเวลาถูกบีบแตรใส่

หลงทาง!!!

ท่องเที่ยวที่ใด ไม่หลงก็คงแปลก ยิ่งขับขี่ไปตามแผนที่แบบ ‘คร่าว’ มากๆ ในมือแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยล่ะ จากปั้มน้ำมัน เราเลยไปออกเส้นกลับลาวไกนู่นเลย เอิ่ม เรียกว่าออกทะเล ไม่สิ! ออกภูเขา ไปไกลเชียวล่ะ ก็เลยได้ภาพนี้กลับมาด้วย เพราะความหลงทิศหลงทาง นี่แหละ 41

รถมอเตอร์ไซด์บ้านเขา มีสภาพกลางเก่าถึงเก่ามาก ระบบออโต้เมติก แต่เร่งไม่ขึ้น แรงน้อย เกน้ำมันไม่กระดิกจนคิดว่าที่ออกนอกเส้นทางเมื่อกี้ กินน้ำมันหมดแล้ว

เอาล่ะสิ! ตื่นเต้นละทีนี้ ตอนนี้อยู่กลางเขา ปั้มน้ำมันที่มีจุดเดียวก็อยู่ห่างหลายกิโล สุดท้ายก็ย้อนกลับไปจนถึงปั้ม เปิดดูถังน้ำมันยังปริ่มถึงรู้ว่าเกเสีย ก็ถอนใจเฮือกสิเรา

:: Silver Water Fall | Thac Bac น้ำตกซิลเวอร์อยู่บนเขา ห่างจากตัวเมืองประมาณ 15 กิโลเมตรได้ เราออกจากเส้นไปลาวไกวกกลับมาหลงในเมืองอีกสองสามรอบ จากการเข้าซอยนั้น ซอยนี้ตามแผนที่ จนต้องใช้ Google Map ช่วย เพราะบางสถานที่ก็ไม่ได้มีป้ายบอกทางชัดเจน จนกว่าเราจะลองขับเข้าไปเองนั่นล่ะ

ลองผิดลองถูก เข้าไปในซอยใกล้ๆ แยกระหว่างโรงแรม Victoria กับ Food Area ขับไปเรื่อยๆ ถึงทางสามแยก จึงเพิ่งเห็นป้ายบอกให้เลี้ยวซ้ายไป T-Bac ทางขึ้นเป็นเขาคดเคี้ยวพอควร ข้างทางยังอุดมสมบูรณ์ดี เป็นภูเขาสลับนาขั้นบันได ระหว่างทางมองเห็นน้ำตกซิลเวอร์ในระยะไกล..ไกล

แว้นส์ตามกันไปจนถึงที่หมาย แค่เงยมองทางขวาขึ้นไป น้ำตกซิลเวอร์อยู่ติดริมภูเขาเลย ฝั่งตรงข้ามมีร้านขายของกับลานจอดรถสำหรับผู้เข้าชม ถ้าสนใจเข้าไปดูข้างในน้ำตกที่มีความสูงสัก 100 เมตร มีค่าเข้าชม ส่วนเราชมจากด้านนอกค่ะ

…จากตรงนี้ น้ำตกน้ำมากและไหลแรง ลอดผ่านถนนเป็นสาย ลงไปสู่เบื้องล่างซึ่งน่าจะเป็นเมือง

42

43

44

ใกล้น้ำตกซิลเวอร์ มีร้านอาหารหลบมุมอยู่ข้างทาง (อยู่ก่อนถึงน้ำตกสัก 1 กิโลเมตร) ทางเข้าลาดต่ำลงไปเหมือนทางลงเขา ด้านในมีร้านอาหารตั้งอยู่ 2 ร้าน จากมุมนี้มองเห็นน้ำตกอยู่ลิบๆ เป็นฉากหลังให้ร้านอาหาร ชื่อเดียวกับน้ำตก ร้านนี้ใหญ่กว่าร้านที่เราเลือกนะ

ร้านที่ว่า…เป็นฟาร์มเลี้ยงปลาแซลมอน ปลาหลายร้อยตัวแหวกว่ายอยู่ในบ่อด้านในมีสุนัขดุๆ เฝ้าอยู่ เราสามารถนำปลาแซลมอนไปทำเมนูต่างๆ อย่างแล่บางแบบซาซิมิ หรือจะเป็น เหลา (ที่เรียกว่า…หม้อร้อน) ทางร้านจะให้เราเลือกปลาเอง และดูวิธีการเตรียมปลาก่อนนำไปทำเป็นอาหารได้

ชั่วโมงนี้ขอบายไม่ดู แต่กินนะ

มื้อเที่ยงที่ปาเข้าไปเกือบสี่โมงเย็น ทั้งคณะหิวโซ ปลาแซลมอน 2 ตัว น้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม ทำเป็นเมนูแล่บางได้ 2 จานใหญ่ เสิร์ฟพร้อมผักสดจานใหญ่ แบ่งปลาอีกส่วนไปย่างเกลือ ส่วนหัวกับหางปลาใส่หม้อร้อน เติมผักกับมาม่า ที่มีผงเครื่องปรุงเค็มๆ แบบไม่เผ็ด ส่วนผักที่นี่หน้าตาคล้ายผักบุ้ง ผัดมาไม่มัน จานใหญ่และอร่อยดี

ทางร้านแนะนำให้นำเนื้อปลามาห่อในแผ่นแป้งบางๆ แป้งเนื้อกรอบ มีรสเค็มปะแล่มๆ ให้วางผักสดประเภทต่างๆ ลงไปก่อน ตามด้วยปลาแซลมอนแล่บาง โรยหน้าด้วยแตงกวา แครอท กล้วยดิบหั่นเป็นเส้นยาวๆ บางๆ ม้วนเป็นคำ อร่อย เมนูนี้ยกนิ้วให้เลย 🙂

ปล. ปลาแซลมอน กิโลกรัมละ 600,000 VND เนื้อแน่น มีลายถี่ กินแบบซาซิมิรสชาติต่างจากที่เคยกินนิดหน่อย ถ้ากินแบบทำให้สุกไม่ต่างเท่าไหร่ค่ะ

ปล. บนเขาก็มีน้ำแข็ง ถึงจะรูปร่างแปลกๆ และดูขุ่นหน่อยๆ ราคา Coke 15,000 VND | ส่วนน้ำดื่ม 10,000 VND

ปล. มื้อนี้เป็นมื้อที่แพงที่สุด ของทริป Vietnam คือ 1,290,000 VND โดยรวมอาหารอร่อย สมกับราคาและการขึ้นเขามากินไกลถึงที่นี่ คุ้ม!!!

45

46

47

48

49

50

ราออกจากร้านอาหาร เกือบห้าโมงเย็น ระหว่างทางลงจากเขาดูเหมือนอุณหภูมิจะลดลงเร็ว อากาศเย็นจนเรียกได้ว่า ‘หนาว’ เสื้อบางๆ ที่ใส่มาเอาไม่อยู่ เห็นว่าเย็นแล้วทางบนเขาไม่น่าจะมีไฟเลยออกจะรีบหน่อย แต่พอมีช่วงเวลาสั้นๆ แวะ ‘เสพ’ ภาพระหว่างทาง ในยามที่ฟ้ายังสว่างแต่พระอาทิตย์คล้อยต่ำ ฟ้าสลัวนิดๆ แสงอุ่นทอดเป็นลำพาดลงบนทิวเขากับนาขั้นบันได งดงาม…ชวนมอง

เก็บภาพใส่ ‘ใจ’ แล้วบันทึกไว้ด้วย ‘กล้อง’ ก่อนแสงของวันใกล้ลาลับ

52

เราตั้งใจไว้ว่าจะเช่ารถมอเตอร์ไซด์แค่วันเดียว พรุ่งนี้จะเก็บเกี่ยวด้วยการเดิน เมื่อลงจาก Thac Bac จึงเข้าไปในเมืองต่อเลย

:: Sapa Lake ในเมืองซาปา ทะเลสาบยังเป็นจุดแรกๆ ที่นึกถึง แม้ว่าน้ำจะไม่มาก บางจุดแห้งขอดแต่ก็ยังสวย ยามมองสายน้ำนิ่งๆ จับวางคู่ตัวอาคารเป็นเอกลักษณ์ รับด้วยฉากหลังของริ้วภูเขา ซับซ้อน

ทะเลสาบ นับเป็นอีกที่หนึ่งที่จะทำให้คิดถึง ซาปา และหวังจะมาเยือนอีกครั้งในหน้าหนาว เผื่อจะได้เห็นเงาหิมะสะท้อนกับผิวทะเลสาบสักครั้ง

รอบๆ ทะเลสาบ หากเดินย้อนขึ้นมาเป็นส่วนพักผ่อนหย่อนใจ มีม้านั่งโปรยรอบๆ กับแปลงดอกไม้สีสด และที่ใกล้แบบเดินถึงเป็น Landmark ประดับด้วยดอกไม้เรียงเป็นตัวหนังสือ SAPA 2015 เหมือนจะเป็นจุดที่บอกว่า…เรามาเยือนถึง ซาปาแล้วล่ะ

ยามเย็น…ผู้คนออกมาเดินเล่นพลุกพล่านขึ้น ร้านอาหารรอบๆ ทะเลสาบคึกคัก นำสุนัข อาหารขึ้นเหลาราคาแพงออกมาตั้งหน้าร้าน (ดูคล้ายหมูหัน) เรียกคนผ่านไปผ่านมา เมนูนี้เราขอบายนะ หันมาสนใจสาวม้งที่นั่งตามริมทางเท้าดีกว่า พวกเขานั่งรอนักท่องเที่ยวและมักเกาะติดเป็นไกด์ส่วนตัว ถ้าเราจะออก Trekking ไปตามหมู่บ้าน53

54

55

:: Sapa Square จากทะเลสาบ เราไปต่อที่ จัตุรัส กลางเมืองซาปา (อยู่ไม่ไกลกันมากนัก) ดูเหมือนจะเป็นศูนย์กลางคลาคล่ำผู้คนและรวมชาวเขา นั่งขายของพื้นเมือง วางตะกร้าปูผ้าราบกับพื้น รอยยิ้มแสดงความคุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวส่งมาเชื้อเชิญ บางคนหอบลูกเต้ามาด้วย บางคนยังอยู่ในผ้าผูกกับเอวแม่ บางคนปล่อยคลานจนเหมือนลานจัตุรัส คือ ‘บ้าน’ ของเขา

สีสันของเสื้อผ้าเผ่าม้ง เป็นสีสด ละลานตาดี ประดับประดาจัดเต็มทั้งตัวและยิ้มยินดีเมื่อเราหันไปถ่ายรูป

ย่านนั้นยิ่งเย็น คนยิ่งมาก น่าจะเพราะอยู่ใกล้ย่าน Food Street กับแหล่งค้าขาย นักท่องเที่ยวต่างก็เดินถึงแล้วเลยมาที่นี่ คึกคักดี

56

57

58

59

ฟ้าหม่นลงอีกนิดแล้ว แวะชม วิหาร ขึ้นชื่อของเมืองซาปา ยังไม่ได้เปิดไฟประดับแสงสีอย่างภาพที่คนอื่นเคยถ่าย หากก็สวยในแบบฉบับของเขาแนว…เก่าขรึม

60

61

62

พลบค่ำ ฟ้าเกือบมืดแล้ว หมอกจางๆ เคลื่อนเข้าคลุมตามยอดเขา อุณหภูมิลดลงมายี่สิบองศาต้นๆ ได้ บรรยากาศเยี่ยมเข้าสู่ความเย็นสบาย ไม่ถึงกับหนาวเหน็บ หากยิ่งมืดค่ำคนในจัตุรัสกลับยิ่งหนาตา

ค่ำแล้ว…เห็นทีจะต้องบอกลา จัตุรัส ซาปา กับ ม้งแม่ลูกอ่อน กลับเข้าที่พัก หลังอิ่มเอมจากการได้เห็น ได้ยิน ได้ฟังและสัมผัส อาจยังไม่ถึงขั้นลึกซึ้ง แต่ก็เข้าถึงความสุขง่ายๆ ที่ ซาปา

 

หนึ่งวันในซาปา

กว่าจะถึง ซาปา ต้องเดินทางไกล ทั้งเครื่องบิน รถไฟ นั่งมินิแวนข้ามเขา แต่แค่มาถึงบรรยากาศก็เปลี่ยน สมกับเป็นแดนตากอากาศ งดงามตามภาพ ‘ชวนให้ชอบ’ และวันนี้ก็ ‘เชื่อ’ เมื่อได้เห็นด้วยตาตัวเอง

อย่างหนึ่งที่ได้จากการมาเยือนที่นี่ คือ…ไม่ว่าจะนึกอยากที่ไปไหน จงออกเดินทางเสียเถอะ เริ่มตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องพูดคำว่า ‘รู้อย่างนี้นะ มาตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว’

 

ซาปา พอสังเขป

:: SAPA, Why not in Love ❤ ::

– ที่ที่…แตกต่าง เพียงเหยียบย่างถึง Ga Lao Cai ผู้คน ตึกราม ถนน วุ่นวายน้อยกว่า Ha Noi

– ที่ที่…ต้องนั่งมินิแวน หนึ่งงีบหลับ ระหว่างเดินทางสู่ ซาปา

– ที่ที่…ซ่อนตัวในหุบเขา ละเลียดด้วยระไอหมอก เกือบตลอดทั้งวัน

– ที่ที่…โรงแรมส่วนใหญ่ ไม่ติดแอร์

– ที่ที่…ดอกไม้งอกงาม แม้แต่ต้นข้าว ก็ยังสวย

– ที่ที่…เราเผลอตัวแอบ ‘รัก’ เสียตั้งแต่แรก ‘พบ’

– ที่ที่…ความรู้สึกบอก ว่าเราจะกลับมาเยือนอีกครั้ง

 

โปรดติดตาม… Vietnam Trip : Ha Noi – Sapa ตอน 3 เร็วๆ นี้ค่ะ

ย้อนอ่านบันทึกเดินทาง Vietnam Trip : Ha Noi – Sapa ตอน 1 ได้ที่นี่เล้ย

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกระทู้ และฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ

:: หากเราเป็นคนชอบเที่ยวเหมือนๆ กัน แวะพูดคุย แบ่งปันและแชร์เรื่องเที่ยวด้วยกันได้ ที่เพจ MINDJourney ของเราเอง 🙂

แวะไปที่ https://www.facebook.com/MINDJourney-938862986136331/ ได้เลยค่า

63

GOOD NIGHT, SAPA

Link: https://th.readme.me/p/1547