การบินไทยและแอร์บัสร่วมลงนามในสัญญาความร่วมมือเพื่อประเมินโอกาสทางธุรกิจของโครงการ THAI and Airbus Sign Cooperation Agreement to Assess Maintenance, Repair, and Operations Business Opportunities at U-Tapao

วันที่ 15 ธันวาคม 2560 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนาม
ในสัญญาความร่วมมือเพื่อประเมินโอกาสทางธุรกิจของโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา เพื่อเป็นศูนย์กลาง
การซ่อมบำรุงอากาศยานระดับโลก ระหว่างบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอร์บัส พร้อมด้วย นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส มิสเตอร์เพเทอร์ พรือเกล เอกอัครราชทูตสหพันธ์
สาธารณรัฐเยอรมนี ประจำประเทศไทย ผู้แทนเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร ราชอาณาจักรสเปน และสหภาพยุโรป ประจำประเทศไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการ บริษัท การบินไทยฯ ร่วมเป็นเกียรติในพิธี โดยมีนางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทยฯ และมิสเตอร์ฌอง ฟร็องซัวส์
ลาวาล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายกิจการลูกค้าประจำภูมิภาคเอเชีย บริษัท แอร์บัส ร่วมลงนาม ซึ่งมีผู้บริหาร
การบินไทย และเรืออากาศโท รณชัย วงศ์ชะอุ่ม ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา ร่วมให้การต้อนรับ ณ สำนักงานใหญ่ การบินไทย
นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทยฯ เปิดเผยว่าโครงการ
ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของแผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC Project) และเป็นโครงการสำคัญยิ่งของประเทศไทย ซึ่งพิธีลงนามในครั้งนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดถึงความร่วมมืออันดีระหว่าง บริษัท การบินไทยฯ และบริษัท แอร์บัส ที่มีความก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง ภายหลังจากที่มีการลงนามในบันทึก
ว่าด้วยความเข้าใจ (Memorandum Of Understanding (MOU)) เพื่อประเมินความเป็นไปได้สำหรับการพัฒนา
โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งได้ผลของการศึกษาความเป็นไปได้
เป็นที่น่าพึงพอใจทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ ได้รูปแบบการลงทุนที่มีกรอบของความเป็นไปได้ ทั้งนี้ ผลการศึกษาความเป็นไปได้ และรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการดังกล่าว บริษัท การบินไทยฯ ได้นำส่งให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องพิจารณาให้ความเห็น จากนั้นจะได้จัดส่งให้คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิจารณาอนุมัติต่อไป
ในส่วนของสัญญาว่าด้วยความร่วมมือที่บริษัท การบินไทยฯ และบริษัท แอร์บัส ได้ร่วมลงนามในวันนี้
มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือในการประเมินโอกาสทางธุรกิจในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน
อู่ตะเภา เพื่อนำไปสู่การจัดทำสัญญาทางธุรกิจร่วมกันต่อไปในอนาคต ซึ่งมีสาระสำคัญโดยสังเขปของสัญญา
ว่าด้วยความร่วมมือ ดังนี้

1. กำหนดขอบเขตในการหารือและวิเคราะห์เพื่อประเมินโอกาสทางธุรกิจระหว่างกัน ซึ่งในระยะแรก กำหนดโอกาส
ทางธุรกิจไว้ 7 กิจกรรม คือ
– การจัดตั้งธุรกิจซ่อมบำรุงอากาศยานที่ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ซึ่งครอบคลุมถึงการซ่อมใหญ่อากาศยาน การซ่อมบำรุงอากาศยานระดับลานจอด และการพ่นสีอากาศยาน
– การจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมช่างซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา โดยร่วมมือกับสถาบันการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
– การจัดตั้งโรงซ่อมชิ้นส่วนวัสดุอากาศยานแบบผสม หรือ Aircraft Composite Repair Shop
– การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการซ่อมบำรุงอากาศยานเพื่อให้เป็นโรงซ่อมอากาศยานอัจฉริยะ (Smart Hangar)
– การจัดตั้งคลังอะไหล่และศูนย์โลจิสติกส์เพื่อสนับสนุนการซ่อมบำรุงอากาศยาน
– การออกแบบและก่อสร้างอาคารและศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานให้เหมาะสม
– การจัดตั้งโรงซ่อมบริภัณฑ์เพื่อสนับสนุนการซ่อมบำรุงอากาศยานระดับลานจอด

2. จัดตั้งคณะกรรมการร่วมกันระหว่างบริษัท การบินไทยฯ และบริษัท แอร์บัส เพื่อเจรจา ศึกษา วิเคราะห์ ประเมิน และตัดสินใจในการทำธุรกิจร่วมกัน
3. สัญญานี้ไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายใดๆ ระหว่างคู่สัญญาให้ต้องดำเนินการตามโอกาสทางธุรกิจใดๆ
หรือต้องเข้าทำสัญญาทางธุรกิจใดๆ ระหว่างกัน เป็นเพียงการกำหนดกรอบความร่วมมือในการวิเคราะห์
และประเมินโอกาสทางธุรกิจระหว่างคู่สัญญาเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม หากการประเมินโอกาสทางธุรกิจในกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งข้างต้นบรรลุผลร่วมกันก็จะสามารถนำไปสู่การทำสัญญาการร่วมทุน (Joint Venture Agreement) ในแต่ละกิจกรรมต่อไป โดยมีเป้าหมายแรกคือกิจกรรมการจัดตั้งธุรกิจซ่อมบำรุงอากาศยาน ที่คาดว่าจะดำเนินการได้ในปี พ.ศ. 2562

มิสเตอร์ฌอง ฟร็องซัวส์ ลาวาล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายกิจการลูกค้าประจำภูมิภาคเอเชีย บริษัท แอร์บัส
เปิดเผยว่า แอร์บัสมีความภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งในแผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC Project)
ที่จะช่วยมอบโอกาสอันดีทางธุรกิจให้กับบริษัทพันธมิตรและซัพพลายเออร์ทางด้านการบินหลายบริษัท
ซึ่งในหลายเดือนที่ผ่านมา คณะทำงานของแอร์บัสและการบินไทยได้ประเมินศูนย์บริการซ่อมบำรุงอากาศยาน
(MRO หรือ Maintenance, Repair and Overhaul) โดยเล็งเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยที่มีความพร้อม
ในเรื่องของทำเลด้านภูมิศาสตร์ควบคู่ไปกับแรงงานที่มีฝีมือ และศักยภาพทางด้านการตลาดที่จะนำมาซึ่งประโยชน์
อันมากมายในอนาคต จากการคาดการณ์ฝูงบินที่ให้บริการทั่วทั้งเอเชียและแปซิฟิกจะขยายตัวเพิ่มเป็นสองเท่าตัว
ภายในอีก 20 ปีข้างหน้า จากจำนวนราว 6,100 ลำเป็นกว่า 17,000 ลำ ซึ่งประมาณการณ์มูลค่าของภาคส่วน
การซ่อมบำรุงอากาศยานในภูมิภาคนี้จะมีมูลค่าสูงถึง 664 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในอีก 10 ปีข้างหน้า

สนามบินอู่ตะเภา สามารถรองรับอากาศยานได้ทุกขนาด และยังมีโรงซ่อมบำรุงแบบครบครันที่ดำเนินการ
โดยการบินไทยอยู่แล้ว รวมทั้งมีแรงงานที่มีฝีมือที่ชำนาญการ และในปีหน้าการบินไทยจะเริ่มดำเนินการซ่อมบำรุงเครื่องบินแอร์บัส เอ380 โดยการดูแลจากทีมแอร์บัส และในอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีการสร้างโรงจอดเครื่องบิน(Hangar) แห่งใหม่ที่สนามบินอู่ตะเภา เนื่องจากเล็งเห็นว่าอู่ตะเภาจะเป็นท่าอากาศยานขนาด 2 ทางวิ่ง (Runway)
ที่เติบโตและมีศักยภาพ นอกเหนือจากการเป็นศูนย์ซ่อมที่สามารถรองรับการซ่อมบำรุงอากาศยานที่มีขนาดลำตัวกว้าง
ทุกประเภท และยังจะมีการสร้างสถาบันด้านวิศวกรรมเครื่องกล ภายใต้ความร่วมมือระหว่างการบินไทย แอร์บัส
และสถาบันการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ แอร์บัสยังวางแผนที่จะจัดตั้งศูนย์ซ่อมวัสดุคอมโพสิต
ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคการบินและอวกาศในแนวตั้งของประเทศไทยต่อไป

ทั้งนี้ วิสัยทัศน์ร่วมกันของผู้บริหารจากทั้งสองฝ่าย ต้องการให้ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งใหม่นี้
เป็นศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอันดับหนึ่งของโลกที่มีความล้ำสมัย พร้อมรองรับเทคโนโลยีขั้นสูงของอากาศยานรุ่นใหม่
ทุกรุ่นทุกขนาดในอีก 20 ปีข้างหน้า และพร้อมให้บริการซ่อมบำรุงอย่างตรงต่อเวลาเป็นที่สุด ด้วยต้นทุนและราคา
ที่เหมาะสม และเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและความปลอดภัย (On time, On Cost, On Quality) ที่จะให้บริการตั้งแต่
การซ่อมบำรุงระดับลานจอดไปถึงการซ่อมบำรุงใหญ่สำหรับอากาศยานในหลากหลายประเภท โดยจะนำเทคโนโลยีล่าสุด
และการตรวจสอบขั้นสูง มาใช้ในการวิเคราะห์และพยากรณ์เพื่อกำหนดแผนการบำรุงรักษาอากาศยานล่วงหน้า นอกจากนี้ ยังมีโรงซ่อมบำรุงอัจฉริยะ (Smart Hangar) ที่มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเป็นมิตร
กับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งศูนย์ฝึกอบรมช่างซ่อมบำรุงที่ผลิตช่างฝีมือ และนายช่างอากาศยาน ตามมาตรฐาน
ระดับสากล รองรับการขยายตัวของธุรกิจซ่อมบำรุงอากาศยานในอนาคต โดยทั้งสองฝ่ายหวังเป็นอย่างยิ่ง
ที่จะให้อู่ตะเภาเป็นศูนย์กลางของศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในระดับ World Class MRO อันดับหนึ่งของโลก

บรรยายภาพ

1. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ (ที่ 6 จากซ้าย) รองนายกรัฐมนตรี
2. นายอุตตม สาวนายน (ที่ 4 จากซ้าย) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
3. นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร (ที่ 8 จากซ้าย) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
4. นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว (ที่ 7 จากซ้าย) รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทยฯ
5. มิสเตอร์ฌอง ฟร็องซัวส์ ลาวาล (ที่ 5 จากซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายกิจการลูกค้าประจำภูมิภาคเอเชีย
บริษัท แอร์บัส
6. มิสเตอร์ปิแอร์ เจฟเฟอร์ (ที่ 9 จากซ้าย) ประธานเอเชียแปซิฟิก แอร์บัส กรุ๊ป
7. นายคณิศ แสงสุพรรณ (ที่ 3 จากซ้าย) เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียง
เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
8. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (ที่ 2 จากซ้าย) เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส

(15 December 2017) H.E. Mr. Somkid Jatusripitak, Deputy Prime Minister, presided over the THAI-Airbus Signing Ceremony on a Cooperation Agreement to assess Maintenance, Repair, and Operations (MRO) Business Opportunities at U-Tapao Airport, which will enable Thai Airways International Public Company Limited (THAI) and Airbus to establish the MRO center for the Asia Pacific region. Guests of honor included H.E. Mr. Uttama Savanayama, Minister of Industry, Mr. Pairin Chuchotethavorn, Deputy Minister of Transport, and Mr. Kanit Sangsubhan, Secretary-General, Eastern Economic Corridor Office of Thailand, H.E. Mr. Sihasak Phuangketkeow, Thai Ambassador to France, H.E. Mr. Peter Prügel, Ambassador Extraordinary and Plenipotentiary, The Embassy of the Federal Republic of Germany, representatives of France, United Kingdom, Spain, and the European Union in Thailand, and THAI Board of Directors. The Cooperation Agreement was signed by Mrs. Usanee Sangsingkeo, THAI Acting President, and Mr. Jean-Francois Laval, Airbus Executive Vice President, Customer Affairs, and was witnessed by THAI Management and Flying Officer Ronnachai Wongchaoum, THAI Vice President, TG MRO Campus Project, at the signing ceremony that took place at the THAI Head Office.

Mrs. Usanee Sangsingkeo, Acting President, Thai Airways International Public Company Limited (THAI), said that the U-Tapao Airport Development Project is one of several important Eastern Economic Corridor (EEC) Development Projects and is a vitally important project for Thailand. This signing ceremony reflects a long-standing and strong partnership between THAI and Airbus in developing the MRO Development Project at U-Tapao in support of the Government’s EEC Development Project. It also reflects the progress and effectiveness of the project following the signing of a Memorandum of Understanding (MOU) on March 8, 2017, whereby feasibility study results proved satisfactory for both companies. The Project Feasibility and Appraisal Report has been submitted to all related state agencies for consideration and will be submitted to the EEC Policy Committee, which is chaired by the Prime Minister, for further consideration and approval.

The cooperation agreement between THAI and Airbus defines the framework of mutual cooperation to assess business opportunities related to the MRO development, which will lead to a possible future joint venture agreement. The elements of this cooperation agreement are as follows:

1. To set the framework for discussion and analysis to further assess and evaluate potential business opportunities. The business opportunities at this initial stage of cooperation are as follows :
– To establish a new MRO facility at U-Tapao International Airport to provide services that include heavy maintenance, line maintenance and aircraft painting services
– To establish an aircraft maintenance training center at U-Tapao through coordination with related government organizations and CAT
– To establish an Aircraft Composite Repair Shop
– To adopt new technologies and innovation for MRO activities in a Smart Hangar
– To establish a Store and Logistics Center to support U-Tapao MRO Project Operation
– To support design and construction of appropriate buildings in the MRO Campus area
– To establish a back shop to support Line Maintenance Operation

2. To set up a joint committee, comprised of representatives from THAI and Airbus to negotiate, study, analyze, assess, and decide on each business opportunity identified in the cooperation agreement.
3. This cooperation agreement is not intended to constitute, and shall not constitute any legally binding obligations between both parties to proceed with or implement any business opportunities or enter into any business agreements, but rather is intended to set a framework of the cooperation and collaboration between both parties. Should the business opportunity assessment of any of the above-mentioned activities be mutually beneficial, then the two parties may enter into a joint venture agreement for each of the activities, beginning with the MRO activity which is estimated will begin in 2019.

Mr. Jean-Francois Laval, Executive Vice President, Customer Affairs Asia, Airbus, said that Airbus is proud to be part of this development in the frame of the Eastern Economic Corridor which will offer great business opportunities for many aviation partner companies and suppliers. This Cooperation Agreement is a key milestone on the way to the establishment of a state of the art MRO campus in U-Tapao. Beyond the partnership between our two great companies, today’s announcement also represents a strategic development for Thailand’s exciting plan to strengthen its presence in the aerospace industry. It will be a cornerstone of the Eastern Economic Corridor vision. During the past months, teams at THAI and Airbus have studied the business case for the MRO hub at U-Tapao and are convinced that the geographic location, coupled with the skills in the country and the market potential in the region will bring great benefits for many years to come. It is predicted that the fleets operated by carriers in Asia and the Pacific will more than double in size over the next 20 years, from around 6,100 to almost 17,000 aircraft. Airbus estimates the value of maintenance and overhaul sector in this region alone will stand at around USD 664 billion over the next decades.

U-Tapao Airport is able to handle aircraft of all sizes and is already home to extensive maintenance facilities operated by THAI. As of next year, THAI will start maintaining the Airbus A380 with the support of Airbus teams in U-Tapao. Early next decade, new hangar facilities will be built, while U-Tapao will become a growing airport with eventually two runways. Besides the MRO hub, where wide-body aircraft of all types will be maintained, a mechanic engineering school will be built in cooperation between the Civil Aviation Training Center (CATC), THAI, and Airbus. In order to build up technology transfer into this region, a composite component repair center will be built and this will prove further beneficial to Thailand’s vertical development in the aerospace sector.

The Management of both companies have a joint vision for the new MRO campus to be the most modern aircraft maintenance facility equipped with the most modern aircraft technology, and can handling aircraft of all types and sizes for 20 years into the future. Furthermore, it will be able to provide on time aircraft maintenance at reasonable prices, high quality, and safety (on time, on cost, on quality). The MRO campus will be capable of providing aircraft maintenance in the apron area to heavy maintenance for various aircraft types using the latest in aircraft maintenance technology, in addition to being equipped with an intelligent Smart Hangar that will be of high quality, decrease investment costs, and will be environmentally friendly. The aircraft maintenance training center will train highly skilled technicians in accordance to international standards, facilitating continual growth in aircraft maintenance in the future. Both Airbus and THAI have high aspirations for U-Tapao to become a World Class MRO.